 |
หน่วยที่ 8 เงินทุนในหลักทรัพย์ (ต่อ)
เงินลงทุนในตราสารหนี้
ลักษณะทั่วไป
ตราสารหนี้ ได้แก่ หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ฯลฯ และผู้ถือตราสารหนี้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของผู้ออกตราสาร
ตราสารหนี้ทุกประเภทมีอายุของตราสาร เช่น หุ้นกู้ อายุ 5 ปี หมายความว่าเมื่อถือหุ้นครบ
5 ปี จะได้รับ
เงินคืน ณ วันครบกำหนดในราคาตามมูลค่า
ผลตอบแทนที่ได้รับ
อยู่ในรูปของดอกเบี้ยรับ ตามอัตราที่กำหนดไว้ เช่น หุ้นกู้ อัตราดอกเบี้ย
10%
หมายความว่า จะได้รับดอกเบี้ยในอัตรา 10% ต่อปี โดยคำนวณจากมูลค่าหุ้นกู้
การจ่ายดอกเบี้ยเป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงอาจจะจ่ายปีละครั้ง ปีละ
2 ครั้ง หรือปีละ 3 ครั้งก็ได้ เช่น หุ้นกู้ มูลค่า 10,000 บาท
อัตราดอกเบี้ย 10% จ่ายดอกเบี้ยปีละ
2 ครั้ง ทุกวันที่ 1 มีนาคม
และ 1 กันยายน

การรับดอกเบี้ยตามงวดจะดำเนินไปเช่นนี้จนกว่าหุ้นกู้จะครบกำหนด
การซื้อตราสารหนี้ มี 2 ลักษณะ
4.1 ซื้อตราสารหนี้ตรงกับงวดดอกเบี้ย ราคาซื้อที่กำหนดเป็นการซื้อตราสารหนี้แต่เพียงอย่างเดียว เช่น หุ้นกู้ กำหนดการจ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 1 มีนาคม และ 1 กันยายน
หากกิจการซื้อหุ้นกู้ในวันที่ 1 มีนาคม หรือ 1 กันยายน เงินสดที่จ่ายจะเป็นราคาของหุ้นกู้บวกค่าใช้จ่ายต่าง
ๆ ไม่มีเรื่องดอกเบี้ยมาเกี่ยวข้อง เพราะผู้ขายหุ้นกู้ให้ได้รับดอกเบี้ยไปแล้วในวันที่มีการซื้อขาย
ราคาทุนของหุ้นกู้จึงได้จาก
ราคาซื้อ + ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
4.2 ซื้อตราสารหนี้ระหว่างงวดดอกเบี้ย หมายความว่า วันที่ซื้อไม่ตรงกับวันที่จ่ายดอกเบี้ย
จากตัวอย่างข้างต้น หากกิจการซื้อหุ้นกู้ในวันที่ 1 พฤษภาคม เงินสดที่จ่ายจะเท่ากับ
ราคาทุนของหลักทรัพย์บวกดอกเบี้ย 2 เดือน
ตั้งแต่ 1 มีนาคม ถึง 1 พฤษภาคม ผู้ถือหุ้นเดิมต้องได้รับดอกเบี้ยเดือน
มีนาคม และ เมษายน เป็นเวลา 2 เดือน แต่ยังไม่ถึงกำหนดจ่ายดอกเบี้ยตามข้อตกลง
ดังนั้นหากผู้ถือหุ้นเดิม ต้องการขายหุ้นที่ถืออยู่ ก็จะกำหนดราคาขายหุ้นกู้
+ ดอกเบี้ย 2 เดือน กิจการจึงต้องจ่ายเงินสำหรับค่าดอกเบี้ย 2
เดือนนี้ด้วย ดังนั้น เงินสดที่กิจการต้องจ่ายในวันซื้อ = ราคาซื้อ
+ ดอกเบี้ย 2 เดือน + ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดอกเบี้ย 2 เดือน ที่กิจการจ่ายซื้อมาไม่ใช่ราคาทุนของหลักทรัพย์เพราะราคาทุนจะหมายถึง
ราคาหลักทรัพย์ + ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เท่านั้น ดอกเบี้ยหุ้นกู้ 2
เดือนนี้ไม่จัดเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อหุ้น เพราะกิจการจะได้รับดอกเบี้ยงวด
6 เดือนในวันที่ 1 กันยายน เมื่อหักด้วยดอกเบี้ย 2 เดือนที่จ่ายเงินซื้อ
จะเหลือดอกเบี้ยจริง ๆ เพียง 4 เดือน ตามระยะเวลาที่ถือหุ้นอยู่
ตัวอย่างการบันทึกบัญชี

การขายหุ้นกู้
5.1 การขายหุ้นกู้ตรงกับงวดดอกเบี้ย เช่นเดียวกับการซื้อหุ้นกู้ตรงกับงวดดอกเบี้ย กล่าวคือ ราคาขายไม่รวมดอกเบี้ยหุ้นกู้ ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับดอกเบี้ยตามปกติ
5.2 การขายหุ้นกู้ระหว่างงวดดอกเบี้ย เงินสดที่ได้รับจะเป็นราคาขายหุ้นกู้ บวก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ตั้งแต่
วันจ่ายดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย จนถึงวันขายหุ้นกู้ หักค่าใช้จ่ายในการขาย
5.3 กำไรหรือขาดทุนคำนวณได้จากผลต่างของราคาทุนกับเงินสดที่ได้รับจากการขายหุ้น (ไม่รวมดอกเบี้ยรับ)
รายการปรับปรุง
รายการปรับปรุงเกี่ยวกับตราสารหนี้ในวันปิดบัญชี ประกอบไปด้วยรายการต่อไปนี้
6.1 รายการปรับปรุงดอกเบี้ยค้างรับ ในกรณีที่งวดดอกเบี้ยไม่ตรงกับวันปิดบัญชี กิจการต้องปรับปรุงรายการดอกเบี้ยค้างรับ สำหรับระยะตั้งแต่การรับดอกเบี้ยหุ้นกู้ครั้งสุดท้ายจนถึงวันปิดบัญชี และต้องทำการกลับรายการดอกเบี้ยค้างรับเมื่อขึ้นงวดบัญชีใหม่
6.2 รายการปรับปรุงราคาตามบัญชีเป็นมูลค่ายุติธรรม ซึ่งทำได้ 2 วิธี
6.2.1 ปรับราคาโดยตรงกับบัญชีหลักทรัพย์เพื่อค้า
6.2.2 ปรับราคาโดยใช้วิธีการตั้งบัญชีค่าเผื่อการปรับมูลค่าราคาหลักทรัพย์เพื่อค้าวิธีนี้บัญชี
หลักทรัพย์เพื่อค้ายังคงแสดงราคาทุน ณ วันที่ได้หลักทรัพย์มา
6.3 เนื่องจากลักษณะของตราสารหนี้ ผู้ถือตราสารหนี้จะได้รับเงินคืนในราคาตามมูลค่า
เช่น หุ้นกู้ มูลค่า 100,000 บาท เมื่อครบกำหนดผู้ถือหุ้นกู้จะได้รับเงินคืนจำนวน
100,000 บาท ไม่ว่าจะได้หุ้นกู้มาในราคาสูงกว่ามูลค่าหรือต่ำกว่ามูลค่าก็ตาม
ดังนั้นจึงต้องทำการตัดจำหน่ายส่วนเกินหรือส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นกู้ให้หมดไปตลอดอายุของหุ้นกู้
( ดูรายละเอียดการลงทุนในตราสารหนี้เผื่อขาย )
|
 |