หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก กลับ  2/2 ต่อไป 
วิชาหลักการจัดการ : รหัสวิชา 05-310-101
หน่วยที่ 8 การจัดองค์การ - กระบวนการในการจัดองค์การ - การออกแบบงาน (Job design) - การออกแบบงานสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบ

ภาพเคลื่อนไหวที่ 8.1 การออกแบบงาน



หน่วยที่ 8 การจัดองค์การ

กระบวนการในการจัดองค์การ

การออกแบบงาน (Job design)

การออกแบบงาน (Job design) คือกระบวนการในการกำหนดความรับผิดชอบและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานของบุคคลแต่ละคน เช่น ช่างเทคนิคในศูนย์ซ่อมรถยนต์ในการออกแบบงานนั้นจะต้องชี้เฉพาะเจาะจงว่างานในฝ่ายศูนย์ซ่อมต้องใช้เครื่องมือ / เครื่องจักรอะไรบ้าง พร้อมทั้งบอกขั้นตอนการปฏิบัติงานว่ามีขั้นตอนอย่างไร และมาตรฐานการทำงานนั้นควรจะเป็นอย่างไร เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลรวมทั้งเกิดความปลอดภัยต่อตัวผู้ปฏิบัติงานเอง และบรรลุเป้าหมายขององค์การ
โดยสามารถชี้วัดความสำเร็จขององค์การ

การออกแบบงานสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบ คือ

คลิกเพื่อดูภาพขยาย ภาพเคลื่อนไหวที่ 8.1 การออกแบบงาน
1. การกำหนดขอบเขตของงานตามความสามารถ (Job Specialization) หมายถึงการแบ่งงานหรือกำหนดขอบเขตของงานให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามความรู้ ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งการแบ่งงานตามความรู้ความสามารถจะทำให้บุคคลากรทำงานได้ทำงานตามความถนัดของตนเองประโยชน์สูงสุดก็จะเกิดขึ้นกับองค์การ
ข้อดีของการกำหนดขอบเขตของงานตามความสามารถ

1. ตัวพนักงงานเองได้ประโยชน์จากการที่ตนเองทำงานตามความถนัดและเมื่อทำจนเกิดความชำนาญก็จะช่วยให้เขาทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย
2. ประโยชน์ต่อตัวองค์การเอง เนื่องจากองค์การใช้คนตามความถนัด แล้วความผิดพลาดที่เกิดจากการทำงาน และความสูญเสียทรัพยากรที่ใช้ในการทำงานก็จะลดลงไปด้วย ทำให้องค์การเกิดการประหยัดในการใช้ทรัพยากรในการผลิต

ข้อเสียของการกำหนดขอบเขตของงานตามความสามารถ

1. ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเบื่อหน่าย เพราะการทำงานที่ซ้ำซากและจำเจและขาดความน่าสนใจ เนื่องจากงานที่ทำอยู่ประจำนั้นขาดความท้าทายทำให้ขาดแรงจูงใจในการทำงาน ผลเสียที่เกิดขึ้นคือ ผลผลิตที่ได้อาจน้อยลง คุณภาพงานลดลง
2. ขาดการประสานงานกับคนอื่น ๆ ในองค์การ เนื่องมาจากทุก ๆ คนทำงานตามความสามารถและความรับผิดชอบของตนเอง ทำให้บุคลากรขาดทักษะด้านมนุษย์สัมพันธ์กับบุคคลอื่น เนื่องจากทุก ๆคนมุ่งแต่ทำงานของตนเอง

2. การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) คือ การเปลี่ยนงานจากงานหนึ่งไปยังอีกงานหนึ่ง ซึ่งเป็นงานในระดับเดียวกัน เหตุผลของการเปลี่ยนงาน อาจช่วยลดความจำเจในการทำงานของพนักงาน เช่น แต่เดิม พนักงาน ก. ทำอยู่ที่เคาน์เตอร์ รับ-ฝาก ถอนเงิน แต่ในเดือนถัดมาหมุนเวียนงานมาอยู่ในส่วนของ การปิด- เปิดบัญชี การหมุนเวียนงานก่อให้เกิดผลดีต่อตัวพนักงาน คือ เป็นการเพิ่มความสามารถในงานด้านต่าง ๆ ที่ถือว่าเป็นงานระดับเดียวกัน เมื่อมีพนักงานหยุดหรือ
ลาออก พนักงานเหล่านี้มาทำงานทดแทนได้ในช่วงขณะหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีผลเสียเช่นกัน คือ ท้ายที่สุดพนักงานก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย

3. การขยายงาน (Job Enlargement) คือ การเพิ่มปริมาณของงานให้กับพนักงานมากขึ้น เช่น พนักงาน 1 คน ทำงาน 3 หน้าที่ คือ
1. รับโทรศัพท์
2. พิมพ์จดหมาย
3. เดินหนังสือเวียน
การขยายงานเสมือนกับการเพิ่มขีดความสามารถและปริมาณงานเพิ่มขึ้น ซึ่งงานทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมาถือว่าเป็นงานที่สามารถจัดอยู่ในขอบเขตเดียวกันได้ ซึ่งผลดีนั้นย่อมเกิดขึ้นกับตัวองค์การเอง คือองค์การได้รับประโยชน์จากขีดความสามารถ – ปริมาณงาน งานที่เพิ่มขึ้น/พนักงาน 1 คน แทนที่องค์การจะต้องจ้างคนเพิ่มอีก 2 คน ในทางตรงกันข้ามก็ย่อมเกิดผลเสีย คือ ตัวพนักงานเองอาจเรียกร้องเงินพิเศษ หรือต้องการเพิ่มเงินเดือนเนื่องจากงานตนเองเพิ่มขึ้น

4. การเพิ่มความรับผิดชอบในงาน (Job Enrichment) คือการเพิ่มทั้งปริมาณงานความลึกของงานและความรับผิดชอบในการทำงานให้กับพนักงาน การเพิ่มความรับผิดชอบในงานถือว่าเป็นการเพิ่มความท้าทายและเพิ่มแรงจูงใจในการทำงานให้กับพนักงาน ในทางอ้อมเปรียบเสมือนการเพิ่มขวัญและกำลังใจในการทำงาน ซึ่งการเพิ่มความรับผิดชอบในงานนั้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเลื่อนตำแหน่งงานให้สูงขึ้นก็ได้ แต่ก็ยังมีผลเสีย คือ ก่อนเพิ่มความรับผิดชอบในงานควรจะวิเคราะห์ให้ดีก่อนว่าบุคคลหรือพนักงานคนนั้น ๆ เหมาะสมหรือไม่