หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก กลับ  5/9  ต่อไป 
วิชาความอุดมสมบูรณ์ของดิน : รหัสวิชา 09-501-410
หน่วยที่ 14 ปุ๋ย - 2. ปุ๋ยเคมี - 2.1 ความสำคัญและวิธีการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารหลัก - 2.1.1 ปุ๋ยเดี่ยว (straight fertilizer) - 1) ปุ๋ยเดี่ยวไนโตรเจน (straight nitrogen fertilizer) - 2) ปุ๋ยเดี่ยวฟอสฟอรัส (straight phosphatic fertilizer) - 3) ปุ๋ยเดี่ยวโพแทสเซียม (straight potassium fertilizer) - 2.1.2 ปุ๋ยผสม (mixed fertilizer)


2. ปุ๋ยเคมี

ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอนินทรีย์หมายถึงปุ๋ยที่มีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นอนินทรีย์สังเคราะห์รวมทั้งปุ๋ยอินทรีย์ที่มีปุ๋ยเคมีผสมอยู่ด้วย ปุ๋ยเคมีอาจจำแนกตามชนิดและจำนวนธาตุอาหารที่เป็นองค์ประกอบ ได้เป็น ปุ๋ยธาตุอาหารหลัก ปุ๋ยธาตุอาหารรอง และปุ๋ยจุลธาตุ เป็นต้น

2.1 ความสำคัญและวิธีการใช้ปุ๋ยธาตุอาหารหลัก ปุ๋ยธาตุอาหารหลักได้แก่ปุ๋ยที่ประกอบด้วยธาตุอาหารหลักหรือธาตุปุ๋ย (fertilizer element) 3 ชนิดได้แก่ ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ปุ๋ยธาตุอาหารหลักอาจแบ่งออกเป็นปุ๋ยเดี่ยว (straight fertilizer) และปุ๋ยผสม (mixed fertilizer)

2.1.1 ปุ๋ยเดี่ยว (straight fertilizer) หมายถึงปุ๋ยเคมีที่ประกอบด้วยธาตุอาหารหลักชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียวซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

1) ปุ๋ยเดี่ยวไนโตรเจน (straight nitrogen fertilizer) คือปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักในรูปของไนโตรเจนเพียงชนิดเดียว ปุ๋ยเดี่ยวไนโตรเจนในปัจจุบันมีหลายชนิดได้แก่

1.1) ปุ๋ยแอมโมเนีย (ammonia) มีสูตรทางเคมีคือ NH3 เป็นปุ๋ยที่ได้จากการสังเคราะห์หรือผลพลอยได้จากโรงงานอุตสาหกรรมมีไนโตรเจนร้อยละ 82 มีลักษณะเป็นก๊าซหรือของเหลวระเหยง่ายจึงต้องเก็บรักษาไว้ภายใต้ความกดดันสูง และต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการใส่ปุ๋ย ปุ๋ยชนิดนี้สามารถใส่ร่วมกับการให้น้ำชลประทานแบบไหลไปตามผิวดินได้แต่ไม่สามารถใส่ร่วมกับการให้น้ำแบบฉีดหรือพ่นฝอย

1.2) ปุ๋ยยูเรีย (urea) หรือคาร์บาไมด์ (carbamide) มีสูตรทางเคมีคือ CO(NH2 ) 2 ลักษณะเป็นเม็ดกลมสีขาวละลายน้ำได้ง่าย มีไนโตรเจนสูงประมาณร้อยละ 45-46 ปุ๋ยยูเรีย เมื่อสัมผัสกับความชื้นในดินจะถูกเปลี่ยนไปเป็นแอมโมเนียมและไนเทรตภายในเวลาประมาณ 7-14 วัน การใส่ปุ๋ยยูเรียทางดินอย่างมีประสิทธิภาพมีข้อควรระวังหลายประการ เช่น ไม่ควรให้น้ำมากเกินไปหลังจากใส่ปุ๋ยลงไปในดินและไม่ควรใส่ในดินที่มี pH เป็นด่าง เพราะอาจทำให้เกิดสูญเสียปุ๋ยไปจากดิน ปุ๋ยยูเรียยังสามารถใช้เป็นปุ๋ยทางใบกับพืชหลายชนิดได้ดี เช่น ข้าว มันเทศ และไม้ผลหลายชนิด

1.3) ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (ammonium sulfate) มีสูตรทางเคมี คือ (NH 4) 2 SO 4 เป็นปุ๋ยที่มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวละเอียดคล้ายน้ำตาลทราย มีไนโตรเจนร้อยละ 21 และกำมะถันร้อยละ 24 ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตเมื่อใส่ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ดินเป็นกรด ปุ๋ยชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับพืชที่ชอบดินกรดและต้องการธาตุกำมะถันเป็นพิเศษ เช่น แตงโม หัวหอม กระเทียม และผักต่าง ๆ การใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตเป็นจำนวนมากติดต่อกันในนาดำอาจทำให้เกิดโรค Akiochi ในต้นข้าวที่พบในประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะในดินนาที่มีการเกิด
ปฎิกิริยาการรีดิวซ์ซัลเฟตให้เป็นซัลไฟด์

1.4) ปุ๋ยแอมโมเนียมคลอไรด์ (ammonium chloride หรือ muriate of ammonia) มีสูตรทางเคมีคือ NH4 Cl เป็นปุ๋ยที่มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวละลายน้ำได้ดี มีไนโตรเจนร้อยละ 25 การใช้ปุ๋ยชนิดนี้เป็นปริมาณมากติดต่อกันมีแนวโน้มจะทำให้ดินเป็นกรดได้มากกว่าการใช้ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตที่มีน้ำหนักเท่ากัน ปุ๋ยชนิดนี้ใช้ได้ดีกับพืชที่ทนต่อคลอไรด์และสามารถใช้กับข้าวนาดำเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H 2 S) ซึ่งเกิดจากการใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต และโดยทั่วไปปุ๋ยชนิดนี้สามารถใช้ได้ผลดีกับพืชหลายชนิดยกเว้นยาสูบซึ่งต้องการคลอรีนเป็นปริมาณน้อย

1.5) ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเทรต (ammonium nitrate) มีสูตรทางเคมีคือ NH 4 NO 3 เป็นปุ๋ยที่มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว สามารถใช้เป็นวัตถุระเบิด มีไนโตรเจนร้อยละ 32.5-33.5 อยู่ในรูปของแอมโมเนียมและไนเทรตอย่างละครึ่ง การผลิต ขนส่ง และการเก็บรักษาปุ๋ยจึงต้องมีกำหนดกฎเกณฑ์ที่รัดกุมอย่างยิ่ง ปุ๋ยแอมโมเนียม
ไนเทรตสามารถใช้ได้ดีกับ หญ้า ถั่วลิสง และพืชอื่น ๆ หลายชนิด และสามารถใส่ในน้ำชลประทานพร้อมกับการให้น้ำ การใส่ปุ๋ยชนิดนี้ในดินด่างจะเกิดการสูญเสียไนโตรเจนในรูปของแอมโมเนีย ปุ๋ยชนิดนี้มีผลตกค้างเป็นกรดและมีประสิทธิภาพต่ำกว่าปุ๋ยไนโตรเจนชนิดอื่นเมื่อใช้ในดินนาน้ำขัง

1.6) ปุ๋ยโซเดียมไนเทรต (sodium nitrate) สูตรทางเคมีคือ NaNO 3 มีลักษณะเป็นสารสีขาว ละลายน้ำได้ดีและดูดความชื้นจากอากาศได้ดี มีไนโตรเจนร้อยละ 16 ปุ๋ยโซเดียมไนเทรตเหมาะที่จะใช้ในดินกรดและใช้กับพืชที่ต้องการทั้งโซเดียมและไนโตรเจน เช่น หญ้าเลี้ยงสัตว์แต่ต้องระวังอันตรายเนื่องจากไนเทรตสามารถเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยง ปุ๋ยชนิดนี้ในปัจจุบันมีการผลิตและใช้กันน้อย

1.7) ปุ๋ยแคลเซียมไนเทรต (calcium nitrate) หรือ Norwegian saltpeter หรือ air saltpeter มีสูตรทางเคมีคือ Ca(NO3)2 มีลักษณะเป็นเม็ดสีขาว ดูดความชื้นได้ง่าย ละลายน้ำได้หมด มีปฏิกิริยาเป็นด่าง มีไนโตรเจนและแคลเซียมร้อยละ 15 และ 36 ตามลำดับ ปุ๋ยชนิดนี้เหมาะที่จะใช้กับพืชไร่ทั่ว ๆ ไปโดยเฉพาะพืชที่ต้องการแคลเซียมเป็นปริมาณมาก นอกจากนี้ยังใช้ได้ดีในสภาพดินเค็มและดินโซดิกเนื่องจากแคลเซียมจะช่วยไล่ที่โซเดียมในดินได้

1.8) ปุ๋ยไนโตรเจนอื่น ๆ (other nitrogen carriers) ปุ๋ยไนโตรเจนอื่น ๆ นอกจากที่กล่าวมาแล้วได้แก่ ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตไนเทรต ปุ๋ยน้ำในรูปสารละลายไนโตรเจน และน้ำแอมโมเนีย
(aqua ammonia) และปุ๋ยไนโตรเจนที่เป็นประโยชน์ต่อพืชอย่างช้า ๆ เช่น ปุ๋ยไอโซบิวทีลิดีนไดยูเรีย (isobutylidene diurea) หรือ ไอบีดียู (IBDU) ปุ๋ยยูเรียฟอร์ม (ureaform) และ ปุ๋ยยูเรียเคลือบกำมะถัน
(sulfur-coated urea) เป็นต้น

ข้อควรคำนึงในการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน การที่พืชจะได้รับประโยชน์จากปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น คุณสมบัติของปุ๋ย ความเป็นกรดเป็นด่างของดินและระยะเวลาการใส่ปุ๋ย โดยทั่วไปปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่ในดินไร่จะถูกพืชนำไปใช้ประมาณร้อยละ 35-60 ส่วนที่เหลืออาจถูกเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของสารอินทรีย์ หรือถูกดินดูดยึดไว้ หรือถูกน้ำชะละลายลงไปในดินลึก หรือสูญเสียไปกับดินที่ถูกเซาะกร่อนโดยน้ำ หรือเปลี่ยนไปอยู่ในรูปของก๊าซ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปของไนเทรตในดินทราย เนื่องจากปุ๋ยจะถูกน้ำชะละลายได้ง่าย หรือดินน้ำขังเนื่องจากปุ๋ยจะเกิดการสูญเสียในรูปของก๊าซ และควรหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยในรูปของแอมโมเนียมทางผิวดินในดินด่างเนื่องจากปุ๋ยจะเกิดการสูญเสียในรูปของก๊าซแอมโมเนีย

การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนให้กับพืชควรใส่ในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของพืช ไม่ควรใส่ในปริมาณมากเกินไปเพราะจะเกิดความเป็นพิษของไนเทรตซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสามารถใส่โดยวิธีหว่านให้ทั่วแปลงก่อนปลูกพืชแล้วไถกลบให้ปุ๋ยคลุกเคล้ากับดิน เพื่อลดการสูญเสียโดยการระเหยหรือการถูกพัดพาโดยน้ำไหลบ่า ส่วนในกรณีที่ปลูกพืชเป็นแถวเป็นแนวควรแบ่งใส่ปุ๋ยประมาณ 2-3 ครั้ง โดยใส่ในระยะเวลาที่พืชมีความต้องการมากที่สุด การใส่ครั้งแรกอาจใส่แบบรองก้นหลุมหรือใส่ข้างแถวพืชแล้วพรวนดินกลบพร้อมกับการปลูกพืช ส่วนการใส่ครั้งหลังในกรณีที่พืชมีอายุยาวปลูกบนดินเนื้อหยาบในบริเวณที่มีฝนตกชุกหรือมีการชลประทาน อาจใส่ในระยะไถกลบโคนในกรณีของอ้อยหรือในระยะที่พืชกำลังออกดอกในกรณีของฝ้าย สำหรับวิธีการใส่ก็แล้วแต่ความสะดวก เช่น ใส่แบบโรยข้างแถว หรือใส่พร้อมกับการให้น้ำชลประทาน หรือฉีดพ่นทางใบพืช การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทางดินควรระวังไม่ให้ปุ๋ยอยู่ใกล้กับเมล็ดหรือต้นอ่อนมากเกินไป เพราะจะเป็นอันตรายกับพืชได้ โดยปกติจึงควรให้ปุ๋ยอยู่ห่างจากเมล็ดประมาณ 2 นิ้ว ส่วนการให้ปุ๋ยทางใบควรระวังไม่ใช้สารละลายปุ๋ยที่มีความเข้มข้นมากเกินไปเพราะอาจทำให้ใบไหม้

2) ปุ๋ยเดี่ยวฟอสฟอรัส (straight phosphatic fertilizer) คือปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารหลักในรูปของฟอสฟอรัสเพียงชนิดเดียวส่วนมากเรียกรวม ๆ ว่าปุ๋ยฟอสเฟต ปุ๋ยฟอสเฟตที่สำคัญมีหลายชนิดดังนี้

2.1) ปุ๋ยหินฟอสเฟต (phosphate rock) ได้จากการนำหินฟอสเฟตมาบดให้เป็นผงละเอียด ปุ๋ยหินฟอสเฟตที่ขายในท้องตลาด โดยทั่ว ๆ ไปจะมีฟอสฟอรัสในรูป P2O5 อยู่ระหว่างร้อยละ 30-40 ซึ่งในจำนวนนี้จะเป็นฟอสเฟตในรูปที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้เพียงร้อยละ 10 นอกจากนี้ยังมีธาตุอื่น ๆ เจือปนอยู่ด้วยเช่น แคลเซียม กำมะถัน คลอรีน ฟลูออรีน และ ซิลิคอน

ปุ๋ยหินฟอสเฟตเหมาะสำหรับใช้เพิ่มปริมาณฟอสฟอรัสในดินในระยะยาว เนื่องจากปุ๋ยชนิดนี้มีสมบัติในการละลายได้ช้าและปลดปล่อยฟอสฟอรัสออกมาได้นาน ปุ๋ยหินฟอสเฟตจึงใช้ได้ผลดีกับพืชที่มีอายุหลายปีเช่น ไม้ผล ไม้ยืนต้น หรือทุ่งหญ้าถาวร นอกจากนี้ยังใช้ได้ผลดีกับพืชตระกูลถั่วชนิดต่าง ๆ ที่ปลูกในดินกรด ปุ๋ยหินฟอสเฟตเป็นปุ๋ยที่เหมาะสำหรับดินกรดหรือดินกรดจัด การใส่ปุ๋ยชนิดนี้ในดินกรดหรือดินกรดจัดควรใช้วิธีการหว่านและคลุกเคล้าให้เข้ากับดินมากที่สุด เพื่อให้ปุ๋ยทำปฏิกิริยากับกรดในดินได้ดีขึ้นซึ่งจะทำให้ฟอสฟอรัสในปุ๋ยละลายออกมาให้พืชใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น

2.2) ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟต (superphosphate) ได้แก่ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตธรรมดามีสูตรทางเคมีคือ Ca(H 2 PO4)2.H2O(20-21 % P2O5) ดับเบิลซูเปอร์ฟอสเฟต (32-40 % P2O5) ทริปเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต (46-48 % P2O5) และมัลติเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต (56 % P2O5) ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตเหล่านี้มีคุณสมบัติในการละลายน้ำได้ดี จึงมีประสิทธิภาพในการให้ฟอสฟอรัสแก่พืชสูง ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตเหมาะสำหรับใช้กับพืชไร่ที่มีอายุสั้น การใส่ปุ๋ยชนิดนี้ควรใช้วิธีหยอดเป็นจุดหรือโรยเป็นแถบในดินซึ่งจะทำให้ปุ๋ยชนิดนี้ทำปฏิกิริยากับดิน หรือถูกตรึงให้อยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้น้อยลงและไม่ควรผสมกับปูนขาว เนื่องจาก ในสภาพที่เป็นด่างปุ๋ยจะทำปฏิกิริยากับแคลเซียมเกิดเป็นสารประกอบที่ละลายได้น้อยทำให้ปุ๋ยมีความเป็นประโยชน์ต่อพืชน้อยลง

2.3) ปุ๋ยแคลเซียมเมตาฟอสเฟต (calcium metaphosphate) มีสูตรทางเคมีคือ
Ca(PO3)2 ปุ๋ยชนิดนี้จะมีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (available P2O5) ร้อยละ 62.9 นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ซิลิคอน และ ฟลูออรีนเป็นองค์ประกอบ ปุ๋ยชนิดนี้จะค่อย ๆ ละลายออกมาอยู่ในดินและทำปฏิกิริยากับดินพืชจึงสามารถใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้ตลอดฤดูปลูก

2.4) ปุ๋ยฟอสเฟตชนิดอื่น ๆ (other phosphate carrier) ปุ๋ยเดี่ยวที่ให้ธาตุฟอสฟอรัสนอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีปุ๋ยชนิดอื่น ๆ เช่น ปุ๋ยเบสิกสแลก โพลีฟอสเฟต กรดฟอสฟอรัส และกรดซูเปอร์ฟอสฟอรัส เป็นต้น

ข้อควรคำนึงในการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัส ปุ๋ยฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำได้ง่าย เช่น ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟตเมื่อใส่ลงไปในดินจะทำปฏิกิริยากับดินกลายเป็นสารประกอบฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้ยาก พืชจึงนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อยลง กระบวนการที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า การตรึงฟอสฟอรัส กระบวนการตรึงฟอสฟอรัสในดินจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับ pH หรือความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ในดินกรดปุ๋ยฟอสฟอรัสที่ใส่จะถูกตรึงโดยการทำปฏิกิริยากับเหล็กและอะลูมินัมในดิน เกิดเป็นสารประกอบฟอสเฟตที่ไม่ละลายน้ำ ส่วนในดินด่างปุ๋ยฟอสเฟตที่ใส่จะทำปฏิกิริยากับแคลเซียมเกิดเป็นสารประกอบฟอสเฟตที่ละลายยากเช่นกัน แต่ในช่วงที่ดินมี pH ระหว่าง 6.5-7.0 ปุ๋ยฟอสเฟตในดินจะถูกตรึงได้น้อยที่สุดหรือมีความเป็นประโยชน์ต่อพืชสูงสุด ดังนั้นในกรณีที่ดินเป็นกรดจึงควรใส่ปูนเพื่อปรับ pH ของดินให้อยู่ระหว่าง 6.5-7.0 ก่อนปลูกพืชแล้วจึงใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสชนิดที่ละลายน้ำได้ดีในปริมาณที่เพียงพอเพียงครั้งเดียวขณะปลูกพืชหรือหลังจากพืชงอกแล้วประมาณ 2-4 สัปดาห์ในกรณีที่เป็นพืชไร่ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น

การใส่ปุ๋ยฟอสเฟตชนิดเม็ดที่ละลายน้ำได้ดี เช่น ปุ๋ยซูเปอร์ฟอสเฟต โดยวิธีโรยเป็นแถบขนานกับแถวพืชจะให้ผลดีกว่าการใส่แบบหว่านในกรณีที่เป็นดินปกติ ส่วนการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตชนิดผงเช่น ปุ๋ยหินฟอสเฟตบดควรใส่ในดินกรดโดยวิธีหว่านแล้วจึงพรวนดินเพื่อให้ปุ๋ยคลุกเคล้ากับดินอย่างทั่วถึงซึ่งจะทำให้ฟอสฟอรัสในปุ๋ย ทำปฏิกิริยากับกรดในดินและละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชได้มากขึ้น

3) ปุ๋ยเดี่ยวโพแทสเซียม (straight potassium fertilizer) คือปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมเป็นธาตุอาหารหลักเพียงธาตุเดียว ปุ๋ยที่ให้โพแทสเซียมอาจเรียกรวม ๆ ว่า ปุ๋ยโพแทสซึ่งมีหลายชนิดดังนี้

3.1) ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (potassium chloride) หรือ muriate of potash มีสูตรทางเคมีคือ KCl เป็นปุ๋ยที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ปุ๋ยชนิดนี้มีปริมาณโพแทช (K2O) ร้อยละ 60 และคลอรีนร้อยละ 40 เป็นปุ๋ยที่ละลายน้ำได้หมด และมีปฏิกิริยาเป็นกลาง ลักษณะเม็ดปุ๋ยโดยปกติมีสีขาวแต่หากมีสิ่งเจือปนอาจมีสีแดง ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์เป็นปุ๋ยที่เหมาะกับพืชที่ชอบคลอรีนมาก เช่น มะเขือเทศ และผักกาดหัว ปุ๋ยชนิดนี้ยังสามารถใช้ได้กับพืชทั่วไปยกเว้นพืชบางชนิดที่หากได้รับคลอรีนมากเกินไปอาจเกิดผลเสียต่อพืชได้ เช่น ยาสูบ มันฝรั่ง ถั่วหรือส้ม

3.2) ปุ๋ยโพแทสเซียมซัลเฟต (potassium sulfate) มีสูตรทางเคมีว่า K2SO4 เป็นปุ๋ยที่มีปริมาณโพแทช (K2O) ประมาณร้อยละ 48-50 มีกำมะถันร้อยละ 17.6 และมีคลอรีนไม่เกินร้อยละ 2.5 มีลักษณะสีขาวขุ่น ละลายน้ำได้น้อยกว่าโพแทสเซียมคลอไรด์ มีปฏิกิริยาเป็นกลาง ปุ๋ยชนิดนี้นิยมใช้กับมันฝรั่งและยาสูบและเหมาะที่จะใช้ในดินที่ขาดกำมะถัน

3.3) ปุ๋ยโพแทสเซียมอื่น ๆ (other potassium carrier) ได้แก่ ปุ๋ยโพแทสเซียมแมกนีเซียมซัลเฟต หรือมีชื่อทางการค้าว่า K-Mag หรือ Sul-Po-Mag ปุ๋ย manure salt และ ปุ๋ยโพแทสเซียมแมกนีเซียมคาร์บอเนต เป็นต้น

ข้อควรคำนึงในการใช้ปุ๋ยโพแทสเซียม ดินในประเทศไทยส่วนมากจะไม่ขาดโพแทสเซียมยกเว้นดินทรายที่มีแนวโน้มจะขาดโพแทสเซียม เช่น ดินทรายในภาคอีสานตอนใต้ จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษและบุรีรัมย์ การใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมในดินควรใส่ในกรณีที่ดินมีปัญหาการขาดโพแทสเซียมจริง ๆ เท่านั้น หรือในกรณีที่ต้องการให้เกิดความสมดุลกับปริมาณไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ปุ๋ยโพแทสเซียมอาจใส่ก่อนหรือหลังปลูกพืชก็ได้โดยวิธีการหว่านหรือโรยเป็นแถบหรือหยอดเป็นหลุม หรือใส่เป็นจุดแล้วฝังกลบ การใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมควรใส่ในระยะห่างจากเมล็ดพืชอย่างน้อย 5 ซม. เพื่อป้องกันไม่ให้ปุ๋ยเป็นอันตรายกับต้นกล้าพืช การแบ่งใส่ปุ๋ยหลาย ๆ ครั้งในดินบางชนิดเช่น ดินทราย หรือดินที่ถูกเซาะกร่อนได้ง่าย จะช่วยให้ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสูงขึ้น

2.1.2 ปุ๋ยผสม (mixed fertilizer) หมายถึง ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารหลักมากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไป ปุ๋ยเคมีที่ผลิตออกมาจำหน่ายในท้องตลาด มักเป็นปุ๋ยผสมเป็นส่วนใหญ่

ข้อควรคำนึงในการใช้ปุ๋ยผสม เกษตรกรไทยนิยมใส่ปุ๋ยเคมีในรูปของปุ๋ยผสม หลักการใช้ปุ๋ยผสมชนิดต่าง ๆ โดยทั่วไปจะนำหลักการเดียวกับการใช้ปุ๋ยเดี่ยวไนโตรเจน ฟอสฟอรัส หรือโพแทสเซียมที่เป็นองค์ประกอบอยู่ในปุ๋ยผสมมาเป็นแนวทางหลัก การใช้ปุ๋ยผสมยังต้องคำนึงถึงชนิดของพืชและดินที่ใช้ปลูกพืชด้วย โดยการนำดินไปวิเคราะห์หาปริมาณธาตุอาหารหลักและพิจารณาใส่ปุ๋ยเฉพาะในกรณีที่ขาดแคลน การเลือกใช้ปุ๋ยผสมกับพืชชนิดต่าง ๆ มีหลักในการพิจารณากว้าง ๆ คือ ปุ๋ยผสมที่มีเรโชไนโตรเจนสูง ควรใช้กับพืชกินใบและสนามหญ้าเนื่องจากไนโตรเจนช่วยเร่งการเจริญเติบโตทางใบและลำต้น ปุ๋ยผสมที่มีเรโชฟอสฟอรัสสูง จะช่วยเร่งการออกดอกของพืชและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต ปุ๋ยผสมที่มีเรโชโพแทสเซียมสูงจะช่วยเพิ่มปริมาณแป้งและน้ำตาลในพืชจึงควรใช้กับพืชที่ให้แป้งและน้ำตาล ปุ๋ยผสมที่มีเรโชฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูงจะช่วยปรับปรุงสีของไม้ดอกและคุณภาพของผลไม้ทั้งสีและขนาดของผล ส่วนปุ๋ยผสมที่มีเรโชไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมเท่ากันควรใช้กับไม้ผลหรือไม้ยืนต้น การใช้ปุ๋ยผสมกับพืชชนิดต่าง ๆ อาจทำตามคำแนะนำกว้าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยผสมกับพืชชนิดต่าง ๆ ดังแสดงในตารางที่ 14.5

วิธีการใส่ปุ๋ยผสมกับพืชทั่ว ๆ ไปที่ได้ผลดีคือการใส่เป็นแถบฝังแล้วกลบก่อนการปลูกพืชเพราะจะทำให้ปุ๋ยถูก
ชะละลายออกไปจากดินได้น้อย และยังช่วยให้ปุ๋ยสัมผัสกับความชื้นในดินทำให้พืชดูดใช้ปุ๋ยจากดินได้ดีในขณะที่ฝน
ไม่ตก