หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก กลับ  2/5  ต่อไป 
วิชาความอุดมสมบูรณ์ของดิน : รหัสวิชา 09-501-410
หน่วยที่ 13 การประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน - ความอุดมสมบูรณ์ของดิน - หลักการและขั้นตอนการวิเคราะห์ดิน - วิธีการวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ - การแปลความหมายผลการวิเคราะห์ดิน

ภาพที่ 13.1 การวิเคราะห์ดิน (soil analysis)
ภาพเคลื่อนไหวที่ 13.1 วิธีการประเมินระดับ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน จากผลการวิเคราะห์ดิน


หน่วยที่ 13 การประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดิน

ความอุดมสมบูรณ์ของดิน

ความอุดมสมบูรณ์ของดิน หมายถึง ความสามารถของดินในการปลดปล่อยธาตุอาหารรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชได้ครบทุกธาตุในปริมาณที่เพียงพอและสมดุลกันตามที่พืชต้องการ การประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินคือ วิธีการที่จะทำให้ทราบว่าระดับธาตุอาหารพืชในดินมีปริมาณเท่าใดและเพียงพอกับความต้องการของพืชหรือไม่

วิธีการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยทั่วไปมี 4 วิธีคือ

  1. การวิเคราะห์ดิน (soil analysis)
  2. การสังเกตอาการขาดธาตุอาหารของพืช (nutrient deficiency symptom)
  3. การวิเคราะห์พืช (plant analysis)
  4. การทดสอบโดยใช้พืชปลูกทดลองในกระถางและในไร่นา (biological test)
คลิกเพื่อดูภาพขยาย ภาพที่ 13.1 การวิเคราะห์ดิน (soil analysis)
การวิเคราะห์ดิน
หมายถึงการใช้เทคนิคทางเคมีที่สะดวกและรวดเร็วในการตรวจสอบความ สามารถของดินในการปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เทคนิคดังกล่าวนี้ได้จากการเลียนแบบการดูดดึงธาตุอาหารของรากพืช โดยการใช้น้ำยาสกัดซึ่งประกอบด้วยกรดเจือจางบางชนิด เป็นตัวทำละลายธาตุอาหารในดินและธาตุอาหารที่สกัดออกมาได้จากน้ำยาสกัดเหล่านี้ (extractable nutrient) จะถูกสมมติเป็นธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืช (available nutrient) ดังนั้นปริมาณธาตุอาหารที่ได้จากการวิเคราะห์ดินนี้จึงเป็นแต่เพียงตัวเลขที่ไม่มีความหมายโดยตัวของมันเองแต่จะมีความหมายและ นำไปใช้ประโยชน์ได้เมื่อนำไปหาความสัมพันธ์กับผลผลิตของพืชที่ได้จากการทดลองในสภาพไร่นาเสียก่อน

หลักการและขั้นตอนการวิเคราะห์ดิน

หลักการวิเคราะห์ดิน หลักการสำคัญในการวิเคราะห์ดินมี 2 ประการคือ

1) การสกัด คือการละลายธาตุอาหารที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพืช ออกมาทั้งหมดหรือออกมาในปริมาณที่เป็นสัดส่วนที่แน่นอนกับปริมาณที่พืชใช้ประโยชน์ได้จริง โดยใช้น้ำยาสกัดซึ่งเป็นสารละลายที่เหมาะสม

2) การวิเคราะห์ปริมาณ คือการนำน้ำยาที่สกัดได้จากดินมาวิเคราะห์หาปริมาณของธาตุอาหารแต่ละชนิดโดยใช้เครื่องมือที่อ่านค่าได้ละเอียดมีความแม่นยำและแน่นอน

ขั้นตอนการวิเคราะห์ดิน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ

1) การเก็บตัวอย่างดิน เป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากตัวอย่างดินที่เก็บจะต้องเป็นตัวแทนที่ดีของพื้นที่ทั้งหมดจึงควรแบ่งพื้นที่ออกเป็น แปลงย่อยที่มีขอบเขตชัดเจนโดยภายในแปลงย่อยเดียวกันควรมีความแตกต่างกันน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย

2) การวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ เป็นการวิเคราะห์ดินด้วยวิธีมาตรฐานเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้อง

3) การแปลความหมายของผลการวิเคราะห์ดิน เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์มาเปรียบเทียบกับผลการวิจัยที่มีผู้ศึกษามาก่อน แล้วแปลข้อมูลนั้นว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ในระดับใด

4) การให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยหรือการปรับปรุงดิน คือการให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการจัดการที่ทำให้ได้ผลตอบแทนสูงในการปลูกพืช เช่น คำแนะนำเกี่ยวกับชนิดอัตราและวิธีการใส่ปุ๋ยที่เหมาะสม

วิธีการวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ

วิธีการวิเคราะห์ดินทางเคมีบางรายการซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานที่หน่วยราชการให้บริการแก่เกษตรกรแสดงไว้ในตารางที่ 13.1

การวิเคราะห์ดินทางเคมีมีข้อดีคือสามารถวิเคราะห์ตัวอย่างดินได้เป็นจำนวนมากโดยใช้เวลาน้อย ค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนัก ทำให้สามารถรู้ผลการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินก่อนปลูกพืชได้ และสามารถนำค่าวิเคราะห์ดินไปเชื่อมโยงกับผลการทดลองปุ๋ยในไร่นาเพื่อให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยหรือปูนอย่างเหมาะสมก่อนการปลูกพืชได้

ตารางที่ 13.1 วิธีวิเคราะห์ดินทางเคมีบางรายการโดยสรุป

รายการที่วิเคราะห์

วิธีสกัด

วิธีวัดปริมาณ

หน่วย

pH

ใช้น้ำกลั่นอัตราส่วนดิน : น้ำ =1:1 กวนประมาณครึ่งชั่วโมง

ใช้ pH meter วัดในสารแขวนลอยโดยตรง

หน่วย pH ซึ่งมีค่าระหว่าง
1-14

อินทรียวัตถุ

ใช้สารเคมีออกซิไดส์ อินทรียวัตถุในดินจนหมด

ไทเทรตออกซิไดซิงเอเจนต์ ที่เหลือด้วยรีดิวซิงเอเจนต์

เปอร์เซ็นต์ (%)

ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์

สกัดด้วยน้ำยาสกัดที่เหมาะสม

วัดด้วย spectrophotometer

ppm P

โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้

สกัดด้วยสารละลาย
แอมโมเนียมแอซีเตต

วัดด้วย flame photometer หรือ atomic absorption spectrophotometer

ppm K

แคลเซียมและ แมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้

สกัดด้วยสารละลาย
แอมโมเนียมแอซีเตต

วัดด้วย atomic absorption spectrophotometer

ppm Ca

ppm Mg

ความต้องการปูน

เติมปูนหรือสารละลายบัฟเฟอร์ pH 7 ปริมาณต่าง ๆ ลงไปในดินแล้ววัดค่า pH

จากค่า pH ที่ลดลงนำมาคำนวณปริมาณปูน ที่ใช้สะเทินฤทธิ์กรดในดิน

กก. CaCO 3 ต่อไร่

ความเค็ม

ใช้น้ำกลั่นสกัดเกลือ ออกจากดิน โดยสกัดในขณะที่ ดินอิ่มตัวด้วยน้ำ

วัดด้วยเครื่องวัดการนำไฟฟ้า

เดซิซีเมนต์ / เมตรหรือ
มิลลิโมล์ / ซม.

ที่มา : ดัดแปลงจากยงยุทธ (2541)

การแปลความหมายผลการวิเคราะห์ดิน

ปัจจุบันกองสำรวจดิน (2523) กรมพัฒนาที่ดิน ได้ใช้หลักการประเมินความอุดมสมบูรณ์ของดินจากค่าวิเคราะห์ทางเคมีของดินที่สำคัญ ได้แก่ ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน ความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก ความอิ่มตัวด้วยประจุบวกที่เป็นด่าง ปริมาณอินทรียวัตถุ ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์และปริมาณโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ โดยทำการแบ่งระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินออกเป็น 3 ระดับคือ ต่ำ ปานกลาง และสูง ดังแสดงในตารางที่ 13.2

อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ดินเพียงอย่างเดียว จะเป็นเพียงตัวเลขที่ไม่มีความหมายใด ๆ หากไม่นำตัวเลขนั้นไปหาความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตของพืชหรือการตอบสนองของพืช ต่อระดับธาตุอาหารชนิดที่ต้องการประเมินที่มีอยู่ในดินหรือในรูปของปุ๋ยที่ใส่เสียก่อน
คลิกเพื่อดูภาพขยาย ภาพเคลื่อนไหวที่ 13.1 วิธีการประเมินระดับ
ความอุดมสมบูรณ์
ของดินจากผลการ
วิเคราะห์ดิน

ตารางที่ 13.2 วิธีการประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินจากผลการวิเคราะห์ดิน

ระดับความ อุดมสมบูรณ์ ของดิน

ปริมาณ อินทรียวัตถุ
(%)

ความอิ่มตัวด้วย ประจุบวกที่เป็นด่าง
(%)

ความจุในการ แลกเปลี่ยน ประจุบวก (me/ ดิน 100 กรัม )

ปริมาณ P ที่เป็น ประโยชน์ (ppm)

ปริมาณ K
ที่เป็นประโยชน์ (ppm)

ต่ำ

<1.5

<35

<10

<10

<60

 

(1)

(1)

(1)

(1)

(1)

ปานกลาง

1.5-3.5

35-75

10-20

10-25

60-90

 

(2)

(2)

(2)

(2)

(2)

สูง

>3.5

>75

>20

>25

>90

 

(3)

(3)

(3)

(3)

(3)

ที่มา : กองสำรวจดิน (2523)

วิธีประเมินระดับความอุดมสมบูรณ์ของดินใช้วิธีการให้คะแนน ( ตัวเลขที่อยู่ในวงเล็บในตาราง ) ถ้าคะแนนเท่ากับ 7 หรือน้อยกว่าถือว่าดินมีระดับความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ถ้าคะแนนอยู่ระหว่าง 8-12 ถือว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง ถ้าคะแนนเท่ากับ 13 หรือมากกว่า ถือว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์สูง