หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก
กลับ 2/2 ต่อไป
วิชาจิตวิทยาทั่วไป : รหัสวิชา 01-220-001
หน่วยที่ 12 ทฤษฎีการจูงใจ - บทนำ - ทฤษฎีการจูงใจ - ทฤษฎีลดแรงขับ (The drive reduction theory) - หลักการของทฤษฎีลดแรงขับ - ทฤษฎีการตื่นตัว (Arousal Theory) - ทฤษฎีการกระตุ้น



หน่วยที่ 12 ทฤษฎีการจูงใจ

บทนำ

ทฤษฎีการจูงใจ

ก่อนที่จะศึกษาทฤษฎีการจูงใจ เราควรทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “ ทฤษฎี ” คำนี้เสียก่อน Winfred F. Hill ให้ความหมายและบทบาทสำคัญของทฤษฎีไว้ดังนี้

1. “ ทฤษฎี ” คือ คำอธิบายที่จัดไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ อย่างมีระเบียบแบบแผนแล้วสำหรับนำไปใช้อธิบายความรู้แขนงใดแขนงหนึ่ง
2. ทฤษฎีย่อมมีบทบาทหรือหน้าที่สำคัญอยู่ 3 ประการคือ
1) ทฤษฎีช่วยให้ค้นพบจุดเริ่มต้นของเรื่องนั้น
2)  ทฤษฎีย่อมกำหนดหลักสำคัญทั่วไปเพื่อใช้ในการปฏิบัติ
3)  ทฤษฎีย่อมกำหนดกฎอันได้แก่ คำแนะนำในการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลตามที่ตนมีความเชื่อถือ
เมื่อได้ทราบความหมายคำว่า “ ทฤษฎี ” (Theory) แล้ว เราย่อมศึกษาทฤษฎีการจูงใจได้เข้าใจยิ่งขึ้น

ทฤษฎีลดแรงขับ (The drive reduction theory)

นักจิตวิทยาพยายามคิดค้นทฤษฎีเพื่ออธิบายเรื่องการจูงใจ มีทฤษฎีที่สำคัญ ๆ หลายทฤษฎี ทฤษฎีลดแรงขับเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความต้องการ--แรงขับ—สิ่งจูงใจ (The need-drive-incentive theory)

หลักการของทฤษฎีลดแรงขับ

ทฤษฎีนี้ให้ความเห็นว่า ความต้องการภายในร่างกายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดแรงจูงใจ กล่าวคือ ความต้องการก่อให้เกิดความตึงเครียดภายในร่างกาย เรียกว่า เกิดแรงขับ หรือแรงจูงใจ ซึ่งจะผลักดันให้เกิดพฤติกรรมเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย นั่นคือ เป็นการกระทำเพื่อให้ได้รับสิ่งจูงใจ เมื่อได้บรรลุเป้าหมาย หรือได้รับสิ่งจูงใจแล้ว ความต้องการก็ได้รับการตอบสนอง ทำให้แรงขับในเรื่องนั้นหมดไป เพื่อจะได้เห็นความสัมพันธ์ของความต้องการแรงขับและสิ่งจูงใจ

ทฤษฎีการตื่นตัว (Arousal Theory)

ทฤษฎีการตื่นตัว (Affective Arousal Theory) เกิดจากแนวคิดที่ว่า พฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์นั้นเป็นการกระทำเพื่อแสวงหาสิ่งที่ให้ความพึงพอใจ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงให้ความสำคัญแค่เรื่องความรู้สึกด้านจิตใจและอารมณ์ (Affective or Emotion) โดยเชื่อว่า อารมณ์เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะควบคุมพฤติกรรมที่มีการจูงใจ กล่าวคือ ถ้าพฤติกรรมชนิดใดจะนำมาซึ่งอารมณ์ที่พึงพอใจ แรงจูงใจที่จะทำกิจกรรมนั้นก็ย่อมมาก แนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมนั้นก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ

การตื่นตัวที่กล่าวถึงนี้ อาจพิจารณาได้จากภาวะต่าง ๆ ของอินทรีย์ เช่น การเตรียมพร้อมที่จะแสดงอาการตอบสนอง การตื่นเต้น ความเครียด หรือความระมัดระวัง เช่น นาย ก. กำลังมีใจจดจ่อและกังวลใจ นาย ข. เตรียมพร้อม และนาย ค. กำลังนอนหลับ เราก็จะเห็นว่า นาย ก. มีการตื่นตัวสูง นาย ข. มีการตื่นตัวปานกลาง และ นาย ค. มีการตื่นตัวต่ำ

ภาวะการตื่นตัวที่จะช่วยในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการจำ การแก้ปัญหา การเรียนรู้ ฯลฯ นั้น ได้แก่ ภาวการณ์ตื่นตัวในระดับปานกลาง ระดับการตื่นตัวที่สูง หรือต่ำเกินไปจะไม่ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

การนำหลักของทฤษฎีนี้ไปใช้ก็คือ การหาวิธีที่จะกระตุ้นหรือจูงใจให้บุคคลตื่นตัวอยู่เสมอ มีความสนใจพร้อมที่จะทำงาน พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือพร้อมที่จะแก้ปัญหา ถ้ามีตำแหน่งเป็นผู้บริหารงานจะต้องรู้จักใช้สิ่งเร้าที่เหมาะสม มีความหมาย มีความแปลกใหม่ และใช้สิ่งเร้าที่สอดคล้องกับภาพทางอารมณ์ของบุคคลที่อยู่ในหน่วยงานของตน

ทฤษฎีการกระตุ้น

(Cue-Stimulus Theory Or Nondrive Theory)

ทฤษฎีการกระตุ้นหรือทฤษฎีที่ไม่ใช่แรงขับนี้ นักจิตวิทยาบางท่านเรียกว่า ทฤษฎีสิ่งเร้า  ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญต่อสิ่งเร้ามากกว่าความต้องการภายในร่างกาย โดยเชื่อว่าสิ่งเร้า (Stimulus) หรือสิ่งจูงใจ (Incentive) จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความต้องการขึ้นมา และผลักดันให้เกิดพฤติกรรมจูงใจขึ้น ตัวอย่างเช่น เราอาจไม่มีความต้องการหรือยังไม่มีความคิดที่จะไปดูภาพยนตร์ แต่มีเพื่อนมาชักชวนทำให้เราอยากไปดู คำชักชวนของเพื่อนเป็นสิ่งเร้าที่มากระตุ้นให้เกิดความต้องการขึ้น และผลักดันให้เกิดพฤติกรรมจูงใจตามมา หรือตัวอย่างเช่น เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นถี่ ๆ ทำให้เราต้องลุกไปรับโทรศัพท์ เสียงกริ่งเป็นสิ่งเร้า ทั้ง ๆ ที่บางครั้งเราไม่ประสงค์จะลุกไปรับด้วยซ้ำไป แต่ก็จำเป็นต้องรับ อาจจะเป็นนิสัยความเคยชิด หรือเป็นเพราะรำคาญเสียงกริ่งก็ได้ ทฤษฎีนี้จึงเชื่อว่า พฤติกรรมจูงใจบางอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของสิ่งเร้า ดังภาพต่อไปนี้