หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก
กลับ 8/11 ต่อไป
วิชาเทคนิคการพัฒนาบุคลิกภาพ : รหัสวิชา 01-220-009
หน่วยที่ 4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ (ต่อ) - ข) อิทธิพลของลักษณะของครอบครัว - ลักษณะของครอบครัวต่างๆ - ครอบครัวประเภท “บ้านแตก” (Broken Home) - ครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ

ภาพที่ 4.6 ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมแห่งแรกที่ทุกคนต้องเกี่ยวข้อง


ข) อิทธิพลของลักษณะของครอบครัว

- ลักษณะของครอบครัวแบบต่าง ๆ
- ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของครอบครัวกับลักษณะพฤติกรรมของเด็ก
- ความสำคัญของฐานะของเด็กในหมู่พี่น้อง

ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมแห่งแรกที่ทุกคนต้อง
เกี่ยวข้อง ชีวิตครอบครัวที่เพียบพูน ด้วยความรักใคร่กลมเกลียว
และอบอุ่นมั่นคงในวัยเยาว์ ย่อมเป็นรากฐานสำคัญของบุคลิกภาพ
ที่ดีในภายหน้า เด็กที่โชคดีและเกิดมาอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อม
เบื้องแรกทางครอบครัวที่ร่มเย็นเป็นสุขตั้งแต่เป็นทารกจนกระทั่งเติบใหญ่ ย่อมมีบุคลิกภาพที่ดีงามและสามารถปรับตัวได้ดีและมีชีวิตที่เป็นสุข

นับได้ว่าประสบการณ์เบื้องต้นในครอบครัวตั้งแต่วัยเยาว์ทั้งในแง่ตอบสนองความต้องการทางร่างกาย และจิตใจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับตัว และการพัฒนาบุคลิกภาพ เด็กที่เติบโตขึ้นมาพร้อมด้วยความทรงจำที่ให้ความสุขเกี่ยวกับประสบการณ์เบื้องต้นในชีวิตครอบครัวย่อม ได้เปรียบเด็กที่มีความทรงจำที่
ข่มขื่นเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวในวัยเด็ก หากในชีวิตที่ผ่านมาเด็ก
จำได้ว่าตนเคยได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีด้วยความรักใคร่สม่ำเสมอ
คลิกเพื่อดูภาพขยาย ภาพที่ 4.6 ครอบครัวเป็นสถาบันทางสังคมแห่งแรกที่ทุกคนต้องเกี่ยวข้อง
จากบิดามารดา เด็กย่อมมีความรู้สึกมั่นคงในจิตใจ มีความไว้วางใจในผู้อื่นมองโลกในแง่ดี และรู้จักที่จะมีความรักและเมตตามอบให้แก่ผู้อื่นเมื่อเติบโตขึ้นในทำนองเดียวกับที่ตนเคยได้รับจากผู้อื่นมาแล้ว ผู้ใดโชคดีและมีโอกาสได้รับประสบการณ์ที่
ดีงามเช่นนี้ตั้งแต่เล็กจนโต ย่อมสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคม ได้ด้วยดี และสามารถเผชิญชีวิตด้วยความมั่นใจ ในทางตรงกันข้ามหากในชีวิตเริ่มแรกตั้งแต่เป็นทารก ได้รับแต่ประสบการณ์ซึ่งสร้างความรู้สึกหวาดระแวงและ หวั่นกลัว เช่น ต้องอดมื้อกินมื้อและพบแต่ความอดอยากหิวโหย หรือแม้บางคนจะมีอาหารกินอิ่มท้องแต่ขาดความอบอุ่นทางใจ ขาดผู้ให้ความรักและการอุ้มชูประคบประหงม เช่นเด็กกำพร้าที่ไม่เคยรู้จักคำ “แม่” และไม่เคยรู้จักรสชาติของความอบอุ่นในอ้อมอกของมารดาเลย และขาดผู้เลี้ยงดูโอบอุ้มด้วยความรัก เด็กประเภทนี้มักจะเหงาหงอย พัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจได้รับ
การกระทบกระเทือนอย่างหนัก เด็กจะเคลื่อนไหวช้ากว่าปกติ ไม่ค่อยตอบโต้ ต่อสิ่งเร้า น้ำหนักไม่เพิ่มแม้ว่าจะได้อาหาร
เพียงพอ ระบบการย่อยไม่ปกติ นอนไม่ค่อยหลับและเจ็บป่วยง่าย และหากอยู่ในสภาพนี้เรื่อยไป อาการต่างๆ จะทวีความรุนแรงมากขึ้นจนถึงขั้นมีความผิดปกติทางจิตใจได้ในที่สุด บางรายถึงแก่เสียชีวิต ก็มีอาการเหล่านี้เป็นอาการของ
“โรคขาดแม่” เด็กเหล่านี้เมื่อเติบโตขึ้นก็ยากที่จะรักหรือไว้วางใจผู้ใด

Sigmund Freud (1920) เป็นคนแรกที่ตระหนักในความสำคัญของประสบการณ์เบื้องต้นในชีวิตครอบครัวตอนวัยเยาว์ เขาได้ศึกษาและค้นพบว่าในบรรดาคนไข้โรคจิตของเขาที่เป็นคนวัยผู้ใหญ่ ปรากฏว่ามีจำนวนมากที่เคยได้รับประการณ์ในชีวิตเด็กที่ขาดความสุขทั้งนี้หมายความว่า คนเราเมื่อเจริญวัยขึ้นจากวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่นั้น ถึงแม้ว่าเราจะ
ไม่สามารถจดจำประสบการณ์ทุกย่างในวัยเด็กได้ก็จริงอยู่ ความสำคัญอยู่ที่ว่าคนเราเกิดความรู้สึกประทับใจจากประสบการณ์ที่ได้รับในแง่สุขหรือทุกข์ ประสบความสำเร็จหรือผิดหวังล้มเหลวประการใด ความรู้สึกเหล่านี้มีอิทธิพล
อย่างยิ่งในการพัฒนาความเป็น “ตน” (Self) ซึ่งถือว่าเป็นแกนกลางของบุคลิกภาพของคนเรา

สรุปได้ว่าในด้านความสัมพันธ์กับครอบครัวนี้ ความรักใคร่ผูกพันภายในครอบครัวมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ครอบครัวที่ไม่มีความสุข เช่นขาดความรักใคร่ผูกพัน ขาดความสนใจเด็ก มีความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างบิดามารดา
หรือบิดามารดากับบุตรไม่เป็นมิตรผูกพันกัน ตลอดจนความแตกแยกภายในครอบครัวอันเนื่องจากการหย่าร้าง หรือการพลัดพรากกันด้วยความตาย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางอารมณ์และปัญหาทางบุคลิกภาพ
และการปรับตัวทั้งสิ้น

ภายในแต่ละครอบครัวจะมีบรรยากาศของสัมพันธภาพ สิ่งกระตุ้น และการ อบรมแนะแนวทางต่างๆ กันไป ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอิทธพลยิ่งใหญ่ในการช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวและทำตัวให้เป็นผู้มีคุณค่าแก่สังคมได้สำเร็จมากน้อยต่างกันไป

การศึกษาและวิจัยอีกมากมายเกี่ยวกับอิทธิพลของชีวิตครอบครัวต่อการปรับตัว และการพัฒนาบุคลิกภาพต่างก็สรุปผลในทำนองเดียวกัน คือ บ้านที่ดีย่อมสร้างบุคลิกภาพที่ดีแก่เด็ก บ้านที่ไม่ดีย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อบุคลิกภาพของเด็ก ซึ่งจะปรากฏออกทางพฤติกรรมการปรับตัวในแบบต่างๆ

คำว่า “บ้านที่ดี” หรือ “บ้านที่ไม่ดี” ในที่นี้เน้นหนักที่ลักษณะความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเป็นสำคัญ ผู้เป็นบิดามารดา ครูอาจารย์ และบุคคลทั้งหลายที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการรับผิดชอบเด็ก ควรศึกษาให้เข้าใจถึงเหตุและผลที่บังเกิด
แก่เด็ก เพื่อจะได้สามารถหาทางป้องกันช่วยเหลือ หรือสงเคราะห์เด็กให้สามารถปรับตัวได้ดีเพื่อการมีชีวิตที่อบอุ่นและ
เป็นสุขได้

ลักษณะของครอบครัวต่างๆ

- ครอบครัวประเภท “บ้านแตก” (Broken Home)
- ครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ
- ครอบครัวที่บิดามารดาใช้อำนาจบังคับกับครอบครัวที่บิดามารดายอมเด็กและตามใจเด็ก
- ครอบครัวที่บิดามารดาปกป้องทนุถนอมเด็กมากเกินไป
- ครอบครัวที่บิดามารดามีความทะเยอทะยานใฝ่สูงสำหรับเด็ก
- ครอบครัวที่บิดามารดาปรารถนาจะได้บุตรเพศใดเพศหนึ่งโดยเฉพาะ
- ครอบครัวที่บิดามารดาอิจฉาเด็ก

ครอบครัวประเภท “บ้านแตก” (Broken Home)

เมื่อบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องจากเด็กไป จะด้วยการหย่าร้าง หรือความตายก็ตาม เด็กย่อมได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก จากความสูญเสียบุคคลที่ตนรักและยึดถือเป็นเจ้าของ ยิ่งถ้าฝ่ายที่ยังอยู่กับเด็กแสดงความรู้สึกหงุดหงิด หรือแสดงอารมณ์ให้เด็กเห็นอยู่เสมอ จะยิ่งบังเกิดผลร้ายแก่จิตใจเด็ก เพราะเป็นการกระตุ้นเตือนเด็กให้สำนึกอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับสถานะของครอบครัวของตนที่ผิดจากเพื่อนฝูงทั้งในเวลาเรียนที่โรงเรียน หรือในเวลาเล่นกับเพื่อนฝูง
บางกรณีตรงกันข้ามคือบิดาหรือมารดาฝ่ายที่อยู่กับเด็กดูแลเอาใจใส่ปกป้องและพะเน้าพะนอเด็กมากจนเกินไปเพื่อชดเชยความรู้สึกของเด็กในการสูญเสีย สภาวการณ์เช่นนี้จะกลายเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างบิดา หรือมารดากับเด็กมากเกินไปจนแยกไม่ออกในภายหลัง เช่นในกรณีที่จะแต่งงานใหม่ เด็กอาจรู้สึกว้าเหว่ เสียใจและน้อยใจสุดขีดและมีความรู้สึกคล้ายถูกช่วงชิงสิ่งที่ตนรักและหวงแหนไป ทั้งนี้ย่อมทำให้เด็กเกิดปัญหาในการปรับตัวได้ นอกจากนี้บิดาหรือมารดาบางรายที่เป็นฝ่ายดูแลเด็กมีความจำเป็นในการทำมาหาเลี้ยงชีพจนไม่สามารถจะเลี้ยงดูเด็กได้เองและต้องฝากผู้อื่นเลี้ยงดู ทำให้เด็กขาดความอบอุ่นทางด้านจิตใจ เกิดความว้าเหว่หงอยเหงา หรือเกิดปัญหาทางพฤติกรรมต่างๆ ขึ้นมาได้ สรุปได้ว่าความขัดแย้งในชีวิตสมรสยังผลให้เด็กมีปัญหาในการปรับตัวทางด้านอารมณ์ อันกระทบกระเทือนต่อสภาวะจิตใจของเด็กไม่มากก็น้อยอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
ในกรณีที่ครอบครัวแตกแยกนี้หากเด็กได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรักใคร่ เอาใจใส่สม่ำเสมอจากฝ่ายบิดาหรือมารดาที่เด็กอยู่ด้วยเป็นอย่างดีตลอดมาและเด็กยังมีสัมพันธ์อันดีกับฝ่ายที่แยกจากไปอยู่ เด็กยอมรับสภาพชีวิตเช่นนี้ได้ดีขึ้น และสามารถปรับตัวทางบุคลิกภาพได้ด้วยดี

ครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ

ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวมีผลต่อการปรับตัวของเด็กทั้งทางตรงและทางอ้อม ปรากฏว่าเด็กที่ปรับตัวได้ดีมักมาจากครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมสูง อิทธิพลที่มีต่อการปรับตัวโดยตรงก็คือ วิธีการที่บิดามารดาใช้ในการควบคุมและอบรมเด็ก ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามแต่ฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจของครอบครัว ครอบครัวที่ร่ำรวย ครอบครัวที่ยากจน ครอบครัวคนชั้นสูง ชั้นกลาง หรือชั้นต่ำ ย่อมมีวิธีการในการควบคุมและอบรมแตกต่างกันไปซึ่งทำให้เด็กมีบุคลิกภาพแตกต่างกันได้ ส่วนอิทธิพลทางอ้อมหมายถึงการที่เด็กเปรียบเทียบฐานะของตนกับเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน นับแต่ลักษณะบ้านช่องและความเป็นอยู่ทุกๆ ด้าน ทำให้เกิดปมด้อย หรือปมเด่นได้ นอกจากนี้ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมยังเป็นตัวกำหนดลักษณะของเพื่อนบ้าน ชนิดของเพื่อนบ้านที่เด็กจะต้องคบค้าสมาคมด้วย อีกทั้งยังกำหนดความรู้สึกนึกคิดและ
ท่าทีของบิดามารดาต่อชีวิตอีกด้วย ดูง่ายๆ เช่น การที่บ้านซอมซ่อผุพัง โต๊ะเก้าอี้เก่าๆ ขาหัก หลังคารั่ว แต่บิดามารดาไม่สามารถจะหาเงินมาซ่อมแซมได้หรือบางครอบครัวไม่มีบ้านจะอยู่ ขวัญและจิตใจของทุกคนในครอบครัวย่อมหดหู่และหมดกำลังใจ ความน้อยเนื้อต่ำใจและหงุดหงิดใจของบิดามารดาจากสาเหตุดังกล่าวย่อมมีผลต่อจิตใจของเด็กอยู่ไม่น้อยเลยโดยเฉพาะเมื่อถึงวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่เด็กชอบใฝ่ฝันถึงสิ่งสวยงามและอยากมีหน้ามีตาทัดเทียมเพื่อนฝูงในทุกๆ ด้านอยู่แล้ว เด็กวัยรุ่นที่บิดามารดายากจนมักจะปรากฏว่ามีอาการทางประสาท เจ้าอารมณ์ บางคนเก็บกดความรู้สึก แยกตัวเองจากสังคม ไม่สนใจการสังคมและมีความระทมทุกข์ในปมด้อยของตัวเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับครอบครัวที่ฐานะทางเศรษฐกิจดี ครอบครัวมีหน้ามีตาในสังคม เด็กวัยรุ่นมักแสดงลักษณะของความเป็นอิสระและเป็นตัวเอง มีความมั่นใจในตัวเองและมีความรู้สึกเหนือคนอื่น