หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก กลับ  2/3  ต่อไป 
อาหารและการให้อาหารสัตว์น้ำ : รหัสวิชา 10-150-404
หน่วยที่ 16 เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ - การทำงานของเครื่องบดอาหาร เครื่องผสมอาหาร เครื่องอัดเม็ดอาหาร และยาผสมอาหาร - เครื่องผสมอาหาร (mixer) - เครื่องอัดเม็ด (pelleting machine) - เครื่องอบแห้ง (cooler and dryer)


รูปที่ 16.1 เครื่องบดอาหารแบบแฮมเมอร์มิลล์ รูปที่ 16.2 เครื่องบดอาหารแบบมินเซอร์ (mincer) รูปที่ 16.3 เครื่องผสมอาหารแบบถังตั้ง รูปที่ 16.4 เครื่องผสมอาหารแบบถังนอน รูปที่ 16.5 เครื่องอัดเม็ดแบบจม ลูกศรแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของอาหาร รูปที่ 16.6 ลูกกลิ้งและหน้าแว่นของเครื่องอัดเม็ดแบบจม รูปที่ 16.7 เครื่องอัดเม็ดลอย รูปที่ 16.8 ภายในห้องผสมน้ำและไอน้ำของเครื่องอัดเม็ดลอย
หน่วยที่ 16 เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ

เครื่องมือที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ

การทำงานของเครื่องบดอาหาร เครื่องผสมอาหาร เครื่องอัดเม็ดอาหาร

เครื่องบดอาหารแบบแฮมเมอร์มิลล์ (hammer mill)

เครื่องบดอาหารแบบนี้นิยมใช้มากในการบดวัตถุดิบ อาหารสัตว์ที่มีลักษณะแห้งและไขมันน้อย เครื่องบดอาหารแบบแฮมเมอร์มิลล์ (ได้แสดงไว้ในรูปที่ 16.1) ซึ่งมีหลักการทำงานเริ่มจากการใส่วัตถุดิบอาหารสัตว์ด้านบนของเครื่องแล้ววัตถุดิบอาหารสัตว์ก็จะถูกลำเลียงมายังชุดตีอาหาร (hammer motor) ซึ่งจะมีใบมีดเล็ก ๆ หลายใบ ทำหน้าที่สับวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ละเอียด จากนั้นก็จะรอดผ่านตะแกรงด้านล่างออกมา ส่วนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยังมีขนาดใหญ่ก็จะถูกใบมีดตีต่อไป ดังนั้น การบดวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ได้ขนาดละเอียดมากเท่าใดก็ต้องใช้ตะแกรงซึ่งมีช่องว่างที่ละเอียดมากขึ้นเช่นกัน
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 16.1 เครื่องบดอาหารแบบแฮมเมอร์มิลล์


เครื่องบดอาหารแบบมินเซอร์ (mincer)

เครื่องบดอาหารแบบมินเซอร์ หรือเครื่องบดเนื้อ นิยมใช้กับวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีลักษณะเปียก เช่น ปลาเป็ด ไส้ไก กระดูกไก่ ปลายข้าวนึ่ง เป็นต้น ดังนั้นวัตถุดิบอาหารสัตว์เหล่านี้เมื่อถูกบดออกมาก็จะมีลักษณะเหลวหรือเละ ซึ่งส่วนมากจะนิยมนำมาผลิตเป็นอาหารผสมต่อไป เครื่องบดอาหารมินเซอร์ (ได้แสดงไว้ในรูปที่ 16.2) ซึ่งมีหลักการทำงานโดยใส่วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต้องการบดด้านบนของเครื่อง แล้ววัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ต้องการบดจะถูกลำเลียงเข้าเกลียวส่งอาหารที่หมุนและผ่านไปออกที่บริเวณตะแกรงอัดหรือหน้าแว่น (die) จึงทำให้อาหารเป็นเส้นยาวหรือแท่งยาว เครื่องบดอาหารแบบนี้นิยมใช้มากในหมู่เกษตรกร หรือเจ้าของฟาร์ม เนื่องจากนอกจากจะใช้บดวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้แล้วยังสามารถประยุกต์ใช้ในการอัดเม็ดอาหารได้เป็นอย่างดี และมีราคาถูกอีกด้วย
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 16.2 เครื่องบดอาหารแบบมินเซอร์ (mincer)
เครื่องบดอาหารแบบโรลเลอร์มิลล์ (roller mill)

เครื่องบดอาหารแบบนี้นิยมใช้บดวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีลักษณะแห้ง โดยประกอบด้วยลูกกลิ้ง ที่เป็นแท่งกลม 2 ลูก ซึ่งหมุนในทิศทางตรงกันข้ามด้วยอัตราเร็วเท่ากันหรือแตกต่างกันก็ได้ เพื่อทำหน้าที่บดอาหาร สำหรับผิวของลูกกลิ้งอาจมีลักษณะเป็นร่องหรือเรียบ หรือรอยหยักก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการบด อย่างไรก็ตาม เครื่องบดอาหารแบบนี้ ไม่นิยมใช้ในฟาร์มสัตว์น้ำ แต่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแป้งเป็นส่วนใหญ่

เครื่องผสมอาหาร (mixer)

เครื่องผสมอาหารแบบถังตั้ง (vertical mixer)

เครื่องผสมอาหารแบบถังตั้งมีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอก หรือกรวย อยู่ในแนวดิ่ง (รูปที่ 16.3) มีแกนกลาง ที่มีลักษณะเป็นเกลียวอยู่ 1 ชุด หรือ 2 ชุด โดยถ้ามีเกลียว 2 ชุด จะช่วยให้การผสมอาหารดีขึ้น เกลียวดังกล่าวจะหมุนด้วยความเร็ว 100 - 200 รอบ/นาที ทำให้สามารถลำเลียงวัตถุดิบอาหารสัตว์จากด้านล่างเข้าไปผสมในกระบอกผสมและเมื่อวัตถุดิบอาหารสัตว์ผสมกันถึงด้านบนของเครื่องก็จะถูกใบพัดสาดให้กระจายออกไปรอบ ๆ และตกลงมาด้านล่างแล้วถูกลำเลียงเข้าไปในกระบอกผสมอีกจนในที่สุดก็คลุกเคล้าเป็นเนื้อเดียวกัน เครื่องผสมอาหารแบบถังตั้งมีพื้นที่กระบอกผสมประมาณ 10 - 20% ของพื้นที่ทั้งหมด ดังนั้น จึงมีความเหมาะสมใช้กับวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีลักษณะแห้ง มีความชื้นน้อย และมีขนาดหรือความถ่วงจำเพาะใกล้เคียงกันเท่านั้น เนื่องจากถ้าอาหารมีความชื้นมากจะทำให้อาหารติดในกระบอกผสมทำความสะอาดยาก แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใส่น้ำก็ควรที่จะผสมวัตถุดิบกับน้ำให้หมาด ๆ ก่อนจึงป้อนเข้า
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 16.3 เครื่องผสมอาหารแบบถังตั้ง


เครื่องผสมอาหารแบบถังนอน (horixontal mixer)

เครื่องผสมอาหารแบบถังนอนมีประสิทธิภาพในการผสมดีกว่า และสามารถผสมวัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้เร็วกว่าเครื่องผสมอาหารแบบถังตั้ง โดยจะมีลักษณะเป็นถึงรูปทางกระบอกหรือครึ่งวงกลมหงาย (รูปที่ 16.4) ภายใน ตัวถังจะมีแกนกลางซึ่งจะมีรใบพัดหรือเกลียวติดอยู่เพื่อทำหน้าที่ในการผสมวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เครื่องผสมอาหารแบบนี้มีข้อดีที่สามารถใช้ผสมได้ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีลักษณะแห้งและวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีลักษณะเปียก อีกทั้งยังสามารถผสมวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้พร้อมกันทีเดียว ไม่ต้องสลับป้อนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ละชนิด และสามารถผสมของเหลว เช่น น้ำ น้ำมันพืช น้ำมันตับปลาได้เลย ดังนั้น จึงเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือโรงงานอาหารสัตว์มากกว่าเครื่องผสมอาหารแบบถึงตั้งซึ่งมีข้อจำกัดมากกว่า
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 16.4 เครื่องผสมอาหารแบบถังนอน


เครื่องอัดเม็ด (pelleting machine)

เครื่องบดอาหารแบบมินเซอร์ (mincer)

เครื่องบดอาหารแบบมินเซอร์ หรือเครื่องบดเนื้อจัดเป็นเครื่องสารพัดประโยชน์ เอนกประสงค์ ทำหน้าที่ได้ทั้งบดอาหาร และอัดเม็ด การผลิตอาหารใช้เองในฟาร์มส่วนมากนิยมใช้เครื่องบดอาหารแบบมินเซอร์ ทำหน้าที่อัดเม็ดอาหาร โดยอาจนำใบมีดไปติดไว้บริเวณตะแกรงอัดหรือหน้าแว่น ดังนั้น เมื่ออาหารผสมที่ถูกลำเลียงมาโดยเกลียวส่งอาหารผ่านออกจากหน้าแว่นก็จะถูกใบมีดตัดเป็นท่อนสั้น ๆ หรือถ้าไม่มีใบมีดก็ใช้มือปาดก็จะได้อาหารที่มีขนาดสั้นลง ถ้าต้องการอาหารที่มีขนาดต่างกัน เช่น ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง หรือขนาดเล็ก ก็เปลี่ยนหน้าแว่นให้มีขนาดของรูตามที่ต้องการ โดยทั่วไปแล้วการอัดเม็ดด้วยมินเซอร์จะได้ผลดีนั้นอาหารผสมควรได้รับการผสมน้ำเข้าไปประมาณ 30 % จึงนำมาอัดเม็ด เพราะปริมาณน้ำดังกล่าวช่วยลดแรงเสียดสีภายในเครื่อง และช่วยให้แป้งสุกทำให้ปลาย่อยได้ง่ายอีกทั้งอัดเม็ดได้แน่น

เครื่องอัดเม็ดแบบจม (pelleting machine)

เป็นเครื่องมือที่ใช้อย่างแพร่หลายในการผลิตอาหารสัตว์บก เช่น ไก่ และหมู เป็นต้น แต่ก็ได้นำมา ประยุกต์ใช้ในการผลิตอาหารกุ้งเนื่องจากอาหารเม็ดที่ผลิตได้โดยเครื่องอัดเม็ดแบบจมจะมีความแข็งมาก และจมน้ำโดยมีความถ่วงจำเพาะ ประมาณ 0.5 - 0.6 กรัม/ซีซี ดังนั้น จึงเหมาะกับพฤติกรรมการกินอาหารของกุ้งซึ่งกินที่ก้นบ่ออย่างช้า ๆ การทำงานของเครื่องอัดเม็ดแบบจมจะมีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และความดันระหว่างการผลิตอยู่ตลอดเวลา ขั้นตอนการทำงานของเครื่องอัดเม็ดแบบจม (รูปที่ 16.5) จะเริ่มจากอาหารที่ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกันในเครื่องผสมอาหาร (อาหารในสภาพแห้ง) จะถูกลำเลียงเข้ามายังช่องรับอาหาร (feeder) จากนั้นอาหารผสมจะเคลื่อนที่ช้า ๆ เข้าไปให้ห้องผสมไอน้ำ (steam conditioning chamber หรือ conditioner) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อยาวประมาณ 1.0 - 1.2 เมตร ภายในห้องผสมไอน้ำจะมีการฉีดไอน้ำร้อนออกมาผสมกับอาหารผสมประมาณ 16 - 18 % มีการคุมดัน และปรับอุณหภูมิ ภายในห้องให้คงที่ประมาณ 85 % และมีหัวตีอาหารอยู่ภายในช่วยตีอาหารให้ผสมเข้ากับไอน้ำร้อนได้ดีขึ้น ทำให้อาหารเปียกและนิ่มและอาหารสุกประมาณ 50 % อาหารผสมจะอยู่ในห้องผสมไอน้ำประมาณ 5 - 25 วินาที จึงเคลื่อนมายังห้องอัด (pelleter) โดยอาหารผสมจะเคลื่อนที่มายังระหว่างลูกกลิ้งและหน้าแว่น (รูปที่ 16.6) ซึ่งจะหมุนในทิศทางเดียวกัน และอาหารจะถูกกลิ้งอัดผ่านรูหน้าแว่นออกมาเป็นแท่งยาวตามขนาดของรู จากนั้นอาหารจะถูกใบมีดในมุมเฉียงตัดให้เป็นแท่งยาวหรือแท่งสั้นก็ขึ้นอยู่กับการตั้งระหว่างใบมีดกับหน้าแว่น การผลิตอาหารเม็ดจมน้ำไม่ควรให้ไขมันในอาหารต่ำกว่า 2-3 % เพื่อให้อัดเม็ดผ่านแว่นได้ง่าย และในทำนองเดียวกันก็ไม่ควรมากเกิน 8 - 10 % เพราะอาหารมีแรงอัดไม่มาก ทำให้อาหารไม่แข็งหรือไม่แน่นเท่าที่ควร ดังนั้น ถ้าต้องการให้อาหารเม็ดจมน้ำมีไขมันมากขึ้นจึงนิยมสเปรย์ไขมันเคลือบผิวอาหารเม็ดภายหลังเสร็จสิ้นการอัดเม็ด

คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 16.5 เครื่องอัดเม็ดแบบจม
ลูกศรแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของอาหาร
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 16.6 ลูกกลิ้งและหน้าแว่นของเครื่องอัดเม็ดแบบจม


เครื่องอัดเม็ดลอย (wet extruder)

เครื่องอัดเม็ดลอยหรือเครื่องเอ็กซ์ทรูดนิยมใช้ในการผลิตอาหารสัตว์บก เช่น สุนัข และแมว เป็นต้น และสามารถใช้ผลิตอาหารเม็ดลอยน้ำให้ปลาที่กินอาหารบริเวณผิวน้ำ เช่น ปลาดุก ได้ดี เนื่องจากอาหารเม็ดลอยน้ำมีลักษณะเบาและลอยน้ำได้ดี โดยมีความถ่วงจำเพาะประมาณ 0.25 - 0.30 กรัม/ซีซี การทำงานของเครื่องอัดเม็ดลอย มีการควบคุมอุณหภูมิความชื้นและความดันมากกว่าเครื่องอัดเม็ดแบบจม

ขั้นตอนการทำงานของเครื่องอัดเม็ดลอย (รูปที่ 16.7) จะเพิ่มจากการนำอาหารที่ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกันในเครื่องผสมอาหาร (อาหารในสภาพแห้ง) มาใส่ในภาชนะรองรับ (live bottom holding bin) จากนั้นอาหารผสมจะถูกลำเลียงด้วยเกลียว (feeder screw) เข้ามาในห้องผสมน้ำ และไอน้ำ (mixing cylinder หรือ conditioning cylinder) ที่มีลักษณะเป็นกระบอกเดี่ยวหรือกระบอกคู่และมีหัวตีอาหารช่วยให้อาหารผสมกับน้ำ และไอน้ำร้อนดีขึ้นภายในห้องผสมน้ำและไอน้ำ (รูปที่ 16.8) จะมีการฉีดน้ำและไอน้ำร้อนเข้ามาผสมกับอาหารประมาณ 20 - 24 % และควบคุมความร้อนและอุณหภูมิให้คงที่ประมาณ 125 - 150 oC โดยการปรับปริมาณไอน้ำร้อนที่เข้ามาและระยะเวลาที่อาหารอยู่ในห้องผสมน้ำและไอน้ำให้มีความสัมพันธ์กันซึ่งอุณหภูมิดังกล่าวจะทำให้อาหารสุกมากถึงประมาณ 90 % ส่วนระยะเวลาผสมภายในห้องผสมน้ำและไอน้ำก็ขึ้นอยู่กับอาหาร เช่น สูตรอาหารที่มีไขมัน 7 % ควรผสมไม่เกิน 120 - 180 วินาที แต่ถ้ามีไขมันมากถึง 22 % (อาหารปลาเขตหนาว) ก็อาจผสมได้ถึง 290 วินาที (kearns, 1989) จากนั้นอาหารผสมดังกล่าวจะถูกลำเลียงมายังกระบอกอัด (extruder barrel) ซึ่งจะมีเกลียวอัดอาหารทำหน้าที่อัดอาหารผ่านแว่นด้วยความดันและอุณหภูมิสูงจึงทำให้เมื่ออาหารถูกอัดออกมาจะมีความดันลดลง และน้ำในอาหารระเหยเป็นไอมีผลทำให้อาหารขยายพองขึ้นจึงเบา และลอยน้ำได้ ข้อดีของการผลิตอาหารเม็ดลอยน้ำ นอกจากอาหารจะลอยน้ำทำให้สังเกตการกินอาหารของปลาแล้ว ยังทำให้แป้งเกือบทั้งหมดสุก ทำให้ปลาย่อยและดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น แต่ก็ควรระมัดระวังความร้อนที่สูงมาก ซึ่งอาจทำลายวิตามินบางชนิดที่ไม่ทนความร้อนโดยเฉพาะวิตามินซี ดังนั้น จึงควรผสมวิตามินซีให้มากกว่าปกติระหว่างการสร้างสูตรอาหาร ถ้าจะผลิตด้วยเครื่องอัดเม็ดลอย

คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 16.7 เครื่องอัดเม็ดลอย
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 16.8 ภายในห้องผสมน้ำและไอน้ำของเครื่องอัดเม็ดลอย


เครื่องอบแห้ง (cooler and dryer)

เครื่องอบแห้งแบบถังตั้ง (vertical cooler and dryer)

เครื่องอบแห้งแบบถังตั้งจะมีช่องบริเวณด้านบนของเครื่อง เพื่อให้อาหารที่เพิ่งเสร็จสิ้นการอัดเม็ดได้ผ่าน ลงมายังด้านล่างตัวเครื่อง โดยภายในตัวเครื่องจะมีพัดลมดูดอากาศทำให้อาหารเม็ดที่ร้อนเย็นลงเนื่องจากมีความชื้นสัมพัทธ์ลดลง จากนั้น อาหารเม็ดจะถูกปล่อยออกด้านล่างของเครื่องและนำไปแยกฝุ่นและบรรจุเพื่อจำหน่ายต่อไป เครื่องอบแห้งแบบนี้นิยมใช้ในโรงงานอาหารสัตว์ที่มีพื้นที่จำกัด

เครื่องอบแห้งแบบถังนอน (horizontal cooler and dryer)

เครื่องอบแห้งแบบถังนอนนิยมใช้มากในโรงงานอาหารสัตว์ทั่วไป โดยภายในตัวเครื่องจะมีสายพานลำเลียง อาหารเม็ดที่เพิ่งเสร็จสิ้นการอัดเม็ดเข้าไปในตัวเครื่อง โดยจะรับอาหารจากด้านหนึ่งไปออกอีกด้านหนึ่ง ในระหว่างการลำเลียงก็จะมีพัดลมดูดอากาศทำให้อาหารเย็นลงเช่นกัน อย่างไรก็ตามการลดความชื้นของอาหารเม็ดยังอาจทำได้โดยการอบในตู้อบให้อาหารเม็ดแห้ง แล้วใช้พัดลมดูดอากาศออกมาก็จะทำให้ประสิทธิภาพการลดความชื้นดีขึ้น