หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก กลับ  3/3  ต่อไป 
หลักพืชสวน : รหัสวิชา 03-131-202


หน่วยที่ 12 การป้องกันกำจัดศัตรูพืชสวน (ต่อ) - ประเภทและการป้องกันกำจัดศัตรูพืชสวน - ศัตรูพืชที่มีสาเหตุเกิดจากแมลง - แหล่งกำเนิดของแมลงศัตรูพืช - ลักษณะการขยายพันธุ์ของแมลง - ประเภทของแมลงศัตรูพืช - วิธีการเข้าทำลายแมลงศัตรูพืชสวน - ปัจจัยที่ทำให้แมลงศัตรูพืชสวนระบาด - ความเสียหายที่เกิดจากการทำลายของแมลง - วิธีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช - การบริหารศัตรูพืช -การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยใช้สารเคมี


- รูปที่ 12.2 ประเภทของแมลงศัตรูพืช - รูปที่ 12.3 ตัวอ่อนของผีเสื้อมวนหวาน (Othreis fullonia) - รูปที่ 12.4 ภาพตัวเต็มวัยเพลี้ยไก่แจ้ - รูปที่ 12.5 ภาพแมลงวันผลไม้ Bactrocera dorsalis - รูปที่ 12.6 ภาพเพลี้ยไก่แจ้ดูดกินน้ำเลี้ยงของใบอ่อนทำให้ใบบิดงอ

ประเภทและการป้องกันกำจัดศัตรูพืชสวน

ศัตรูพืชที่มีสาเหตุเกิดจากแมลง

แมลงศัตรูพืชสวน (Insect Pests)
แมลงศัตรูพืชสวน หมายถึง แมลงที่ก่อให้เกิดความเสียหายให้กับพืชสวนต่าง ๆ ที่มนุษย์ปลูกไว้ ความเสียหายอาจเป็นได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม แหล่งที่มาของแมลงศัตรูพืชสวน อาจเกิดจากการนำมาจากแหล่งอื่นหรือต่างประเทศ หรืออาจจะเกิดขึ้นในพื้นที่เพาะปลูกเอง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม และการทำลายศัตรูธรรมชาติของแมลง หรือแมลงศัตรูพืชอาจจะอพยพมาจากท้องถิ่นใกล้เคียง

แหล่งกำเนิดของแมลงศัตรูพืช

1. มีถิ่นกำเนิดอยู่ในพื้นที่เพาะปลูกนั้น ถ้ามีปริมาณน้อยจะไม่ทำความเสียหายแก่พืชปลูก แต่ถ้าหากมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้สามารถเพิ่มประชากรได้มากจะระบาดทำลายพืชได้
2. เป็นแมลงที่อพยพเคลื่อนย้ายจากบริเวณใกล้เคียง เช่น ประเทศที่มีพรมแดนติดกันหรือเขตตำบล อำเภอ ที่มีพื้นที่ติดต่อกัน
3. มีถิ่นกำเนิดอยู่ต่างประเทศ โดยติดมากับผลิตผลทางการเกษตรที่ไม่ผ่านด่านกักกันพืช แล้วมาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในประเทศจนมีการระบาดขึ้น

ลักษณะการขยายพันธุ์ของแมลง
1. การวางไข่ (oviparous) แมลงจะวางไข่เป็นกลุ่มหรือเดี่ยวก็ได้ การวางไข่ของแมลงแต่ละครั้งจะมีจำนวนมากหลังจากนั้นไข่จะฟักออกมาเป็นตัวอ่อน
2. ออกลูกเป็นตัว (ovoviviparus) ตัวเมียจะออกลูกมาเป็นตัว โดยไม่มีการเลี้ยงลูกในตัวแม่
3. ตัวเมียฟักไข่และเลี้ยงลูกในมดลูก แล้วออกเป็นตัว (viviparous)
4. ตัวอ่อนหรือดักแด้ออกลูกเป็นตัว (paedogenesis) เช่น บัวบางชนิด
5. ตัวเมียออกไข่หรือลูกโดยไม่มีการผสมพันธุ์ (parthenogenesis) ซึ่งอาจเกิดเป็นครั้งคราวหรือเกิดเป็นประจำก็ได้ เช่น ในเพลี้ยอ่อน
6. แมลงมีสองเพศในตัวเดียวกัน (hermsphroditism) เช่น เพลี้ยแป้งส้ม

คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 12.2 ประเภทของแมลงศัตรูพืช
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 12.3 ตัวอ่อนของผีเสื้อมวนหวาน (Othreis fullonia)

ประเภทของแมลงศัตรูพืช
สามารถจำแนกประเภทแมลงตามลักษณะเข้าทำลายได้ 4 ประเภท คือ
1. ประเภทกัดกิน ได้แก่
1.1 หนอนผีเสื้อ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกผีเสื้อกลางคืน (moth) จะทำลายพืชโดยการกัดกินส่วนต่าง ๆ เช่น ใบ ต้น ฝัก หัว ดอกและผล
1.2 แมลงปีกแข็ง จะเป็นพวกด้วงปีกแข็งที่กัดกินส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ด้วงหมัด ผักกาดกัดกินใบ รากและหัวผักกาด ด้วงเต่าแตงชนิดต่าง ๆ จะกัดกินใบแตง ด้วงกุหลาบจะกัดกินใบและดอกกุหลาบ
1.3 จิ้งหรีดและตั๊กแตน ทั้งตัวเต็มวัยและตัวอ่อนจะกัดกินยอดอ่อน รากและใบพืชโดยเฉพาะพืชผักและพืชไร่

2. ประเภทดูดน้ำเลี้ยงจากต้นพืช ได้แก่
2.1 พวกเพลี้ย ได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง จะดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนต่าง ๆ ของพืช โดยเฉพาะส่วนที่อวบอ่อน เช่น ยอด ผลอ่อน รากพืชในไม้กระถางทำให้พืชแคระแกรน ถ้ามีระบาดมากพืชจะตายได้
2.2 พวกมวนชนิดต่าง ๆ เช่น มวนเขียวข้าว มวนมะเขือ มวนขียวส้ม มวนกะหล่ำปลี มวนแก้ว ฯลฯ
3. แมลงที่เจาะไชอยู่ภายในพืช ได้แก่
3.1 หนอนแมลงวัน เช่น หนอนแมลงวันเจาะต้นถั่ว หนอนแมลงวันทองเจาะผลไม้
3.2 หนอนผีเสื้อ เช่น หนอนเจาะฝัก หนอนเจาะสมอฝ้าย
3.3 หนอนด้วงปีกแข็ง เช่น หนอนเจาะลำต้นไม้ผล ด้วงเจาะผลิตผลในโรงเรือน ฯลฯ
4. ประเภทเข้าทำลายส่วนของพืชที่อยู่ใต้ดิน เช่น หนอนของด้วงหนวดยาว จะเข้าทำลายรากพืชในอ้อย นุ่นและไม้ผลยืนต้น ฯลฯ

คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 12.4 ภาพตัวเต็มวัยเพลี้ยไก่แจ้
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 12.5 ภาพแมลงวันผลไม้ Bactrocera dorsalis



วิธีการเข้าทำลายแมลงศัตรูพืชสวน อาจแบ่งออกได้ 6 ทาง คือ
1. การกัดกิน ได้แก่ แมลงปากกัดกิน(chewing type) เช่น พวกตั๊กแตน หนอน ด้วงปีกแข็ง เป็นต้น อาจกัดกินส่วนใบ ดอก ลำต้นหรือรากของพืช
2. การเจาะดูด ได้แก่ แมลงปากแบบเจาะดูด แทงดูด ดูดกิน(piercing and sucking type) เช่น มวนแดง เพลี้ยอ่อน ผีเสื้อมวนหวาน ทำลายโดยการเจาะดูดกินน้ำเลี้ยง จากส่วนต่างๆของพืชสวน
3. การใช้เป็นที่อยู่อาศัย ได้แก่ หนอนหรือตัวอ่อน ตลอดจนตัวเต็มวัยบางชนิด อาศัยอยู่ภายในส่วนของลำต้น ผลหรือเมล็ด อาจทำให้พืชมีลักษณะเป็นปุ่มปม(gall) เช่น หนอนกอสีครีม ด้วงงวงเจาะลำต้น เป็นต้น
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 12.6 ภาพเพลี้ยไก่แจ้ดูดกินน้ำเลี้ยงของใบอ่อนทำให้ใบบิดงอ
4. การเข้าทำลายส่วนของพืชที่อยู่ใต้ดิน ได้แก่ พวกปากกัดกิน เจาะดูด จะเข้าทำลายส่วนรากของพืช เช่น ตัวหนอนของด้วงหนวดยาว
5. การใช้ส่วนของพืชเป็นที่วางไข่ ได้แก่ แมลงพวกที่วางไข่ตามส่วนต่างๆของพืช เช่น ส่วนของลำต้น กิ่งและใบ เช่น จิ้งหรีด เพลี้ยจักจั่น
6. เป็นพาหะนำโรคมาสู่พืชสวน ได้แก่ แมลงบางชนิดที่สามารถเป็นพาหะนำเชื้อโรคสู่พืช เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Nilapavata lugens) นำโรคต้นเขียวเตี้ยในข้าว

ปัจจัยที่ทำให้แมลงศัตรูพืชสวนระบาด
1. การปลูกพืชพันธุ์เดียวเป็นพื้นที่กว้างๆ และพื้นที่เดิมติดต่อกัน เป็นการเสริมให้แมลงมีอาหารไม่จำกัด ทำให้แมลงแพร่พันธุ์และระบาดได้
2. การใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง พืชเหล่านี้เป็นพืชที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมเป็นอาหารของแมลงศัตรูพืช เมื่อเปรียบเทียบกับพืชพันธุ์พื้นเมือง
3. การทำลายศัตรูธรรมชาติ เช่น การทำความสะอาดแปลง กำจัดวัชพืช และการใช้สารฆ่าแมลง นอกจากเป็นการทำลายแมลงศัตรูพืชแล้ว ยังเป็นการทำลายศัตรูธรรมชาติของแมลงอีกด้วย
4. การเคลื่อนย้าย แมลงเมื่อมีการขยายพันธุ์ เพิ่มปริมาณประชากรจำนวนมาก จะมีการเคลื่อนย้ายจากแหล่งหนึ่ง ไปยังอีกแหล่งหนึ่งเพื่อความอยู่รอด เช่น ตั๊กแตน เพลี้ยอ่อน เป็นต้น

ความเสียหายที่เกิดจากการทำลายของแมลง
สามารถแบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ ดังนี้
1. ความเสียหายเกิดขึ้นระหว่างการปลูกพืชสวน ทำให้เกิดความเสียหายทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพลดลง และไม่เป็นที่ต้องการของตลาด
2. ความเสียหายเกิดขึ้นระหว่างเก็บเกี่ยว ในระหว่างเก็บเกี่ยวอาจมีแมลงบางชนิดลงทำลายและทำลายผลผลิตต่ออีกในระยะหลังเก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตเสียหาย สามารถนำไปบริโภคหรือเป็นเมล็ดพันธุ์ได้
3. เป็นพาหะนำโรคสู่มนุษย์ สัตว์ และพืชปลูก เช่น ยุงนำโรคไข้เลือดออกและโรคเท้าช้าง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะนำเชื้อไวรัส เกิดโรคเขียวเตี้ยแก่ข้าว หนู แมลงสาบ เป็นต้น
4. ก่อให้เกิดความรำคาญแก่มนุษย์และสัตว์ เช่น เหลือบ ไรไก่ ตัวริ้น มด เป็นต้น
5. ทำลายที่อยู่อาศัยและอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ปลวก ตัวสามง่าม หนู เป็นต้น

วิธีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช
1. วิธีกล (mechanical control) เป็นการทำลายแมลงโดยใช้มือและเครื่องมือ เช่น เครื่องดูดแมลง รวมถึงการใช้เครื่องกีดขวาง เช่น กางมุ้งหรือตาข่าย ใช้กับดักแมลง ฯลฯ เป็นวิธีที่ไม่ก่อให้เกิดพิษตกค้างต่อสภาวะแวดล้อมแต่กระทำได้ยาก
2. การควบคุมโดยใช้กฎหมาย (legisterated control) เช่น การใช้กฎหมายกักกันพืช และกฎหมายอื่นๆ เพื่อป้องกันการระบาดแมลงอันเนื่องมาจากมนุษย์
3. การควบคุมโดยวิธีเขตกรรม (cultural control) ทำได้โดยการทำความสะอาดบริเวณแปลงปลูกและรอบๆ ให้สะอาด การเผาทำลายเศษซากพืช การจัดระบบการปลูกพืช การให้น้ำให้ปุ๋ยเพื่อทำให้พืชแข็งแรง ฯลฯ
4. การควบคุมโดยใช้พันธุ์ต้านทาน (host plant resistance) เป็นวิธีที่ดีมาก แต่การหาพันธุ์พืชที่มีความต้านทานอย่างชัดเจนนั้นต้องใช้เวลานานและทำได้ยาก
5. การควบคุมโดยวิธีการทางชีวภาพ (biological control) เป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิต เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน เชื้อจุลินทรีย์ นก รวมทั้งสัตว์เลื้อยคลาน ฯลฯ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะทำลายแมลงศัตรูพืชให้มีจำนวนลดลง จนไม่กระทบกระเทือนต่อระดับความเสียหายทางเศรษฐกิจ
6. การควบคุมโดยใช้วิธีทางฟิสิกส์ เช่น การใช้รังสี การใช้ความร้อน ความเย็น คลื่นเสียงและกระแสไฟฟ้าควบคุมแมลง เช่น การฉายรังสีผลิตผลก่อนส่งออก ฯลฯ
7. การควบคุมแบบผสมผสาน 1(integrated control) เป็นการใช้วิธีการป้องกันกำจัดแมลงตั้งแต่สองวิธีรวมเข้าด้วยกัน เช่น การใช้สารฆ่าแมลงร่วมกับวิธีการป้องกันกำจัดโดยวิธีทางชีวภาพ

การบริหารศัตรูพืช
ความหมายของการบริหารศัตรูพืช
การบริหารศัตรูพืช หมายถึง การลดปัญหาเกี่ยวกับศัตรูพืช โดยเลือกวิธีการต่างๆ หลังจากมีความเข้าใจวงจรชีวิตของศัตรูพืช นิเวศวิทยาที่เกี่ยวข้องรวมถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจอันจะก่อประโยชน์สูงสุดต่อมวลมนุษย์ (Rabb, 1972)
พื้นฐานทางนิเวศวิทยาสำหรับการควบคุมแมลงศัตรูพืช แมลงศัตรูพืช จัดเป็นประชากรในระบบนิเวศ ซึ่งจะอยู่ร่วมกันกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เรียกว่า " ชุมชน " ซึ่งในชุมชนจะมีความเกี่ยวข้องทางด้านโภชนาการ และระดับชั้นของอาหาร ดังนี้
1. ผู้ผลิตขั้นต้น (primary producer) ได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่สามารถสังเคราะห์อาหารได้เอง (autotroph) เช่น พืชต่างๆ
2. ผู้บริโภคชั้นต้น (primary consumers) จะเป็นผู้บริโภคผู้ผลิตขั้นต้นเป็นอาหาร เช่น สัตว์กินพืช (herbivores) ได้แก่ แมลงที่กินพืชเป็นอาหาร
3. ผู้บริโภคขั้นสอง (secondary consumers) คือ สัตว์ที่กินสัตว์เป็นอาหาร (carnivores) เช่น ตัวห้ำ (predators) และตัวเบียน (parasites) ที่กินแมลงศัตรูพืชหรือพวกเดียวกันเป็นอาหาร
4. ผู้ย่อยสลาย (decomposers) คือ ผู้ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์เช่น จุลินทรีย์ ไส้เดือนดิน ฯลฯ
ระบบนิเวศตามธรรมชาติจะมีความสมดุลและเสถียรภาพ เมื่อแมลงศัตรูพืชได้รับอาหารจะมีประชากรเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องแย่งอาหารกันและยังมีศัตรูธรรมชาติคอยควบคุมอยู่ ทำให้แมลงกินพืชมีประชากรลดลง แต่ในระบบนิเวศทางการเกษตร (agricultural ecosystem) จะมีการปลูกพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว (monoculture) จึงเป็นการเสียสมดุลทางธรรมชาติ ทำให้มีการระบาดของแมลงศัตรูพืชมากขึ้น

การควบคุมแมลงศัตรูพืชโดยใช้สารเคมี
สารเคมีที่ใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช
1. สารจำพวกอนินทรีย์ (inorganic insecticides) จำแนกได้เป็น 5 ชนิด คือ
1.1 สารหนูตะกั่ว ใช้ควบคุมแมลงที่กัดกินใบ มี LD50 = 40 - 100
1.2 สารหนูเขียว ใช้ผสมทำเหยื่อปราบหนอนกระทู้และตั๊กแตน มี LD50 = 20 - 30
1.3 กำมะถัน ใช้ควบคุมเพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยหอยและไร ฯลฯ
1.4 แคลเซียมอาร์ซีเนท ใช้ควบคุมหนอนกินใบ หนอนเจาะสมอฝ้าย มีLD50 = 20
1.5 ครีโอไลท์ ใช้ควบคุมแมลงกินใบในพืชตระกูลถั่ว มี LD50 = 100 - 300
2. สารที่ได้มาจากพืช (botanical insecticides) ในปัจจุบันมีสารที่ใช้ควบคุมแมลงที่ได้จากพืชได้นำมาทดลองใช้กันอย่างกว้างขวางเนื่องจากมีพิษตกค้างในผลผลิตน้อย ตัวอย่างเช่น
2.1 Pyrethin สกัดได้จากดอก Pyrethrum จะมีสารออกฤทธิ์ที่ไม่เป็นพิษต่อคน นิยมใช้กำจัดแมลงในบ้านเรือน มี LD50 = 100 - 30
2.2 Rotenone สกัดได้จากเถาหางไหลหรือโลติ้น ใช้กำจัดเพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น มี LD50 = 100 - 200 มีความเป็นพิษต่อปลาสูง
2.3 Nicotine sulfate ได้จากการสกัดยาสูบ ใช้กำจัดเพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ มี LD50 = 10 - 60
2.4 Azadirachtin ได้จากการสกัดจากสะเดา (Azadirachta indica และ A.siamensis) การสกัดทำได้โดยนำเอาเมล็ด ใบสะเดามาบดและแช่น้ำทิ้งไว้ 1 - 2 คืน ใช้กำจัดด้วงหมัดผักกาด เพลี้ยจักจั่นสีเขียว เพลี้ยอ่อน ฯลฯ
3. สารอินทรีย์สังเคราะห์ แบ่งได้เป็น 3 พวก คือ
3.1 กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (organophosphate) เป็นกลุ่มที่มีการนำเข้ามาสูงสุดได้แก่ monocrotophos , methylparathion , dimethoate , methamidophos , mevinphos และ malathion
3.2 กลุ่มคาร์บาเมต (carbarmate) ได้แก่ methomyl , carbaryl และ carbofuran
3.3 กลุ่มออร์กาโนคลอรีน(organochlorines) ได้แก่ aldrin , chordane