หน้าแรก     สารบัญ     พิมพ์     ออก กลับ  2/3  ต่อไป 
หลักพืชสวน : รหัสวิชา 03-131-202


หน่วยที่ 12 การป้องกันกำจัดศัตรูพืชสวน (ต่อ) - ประเภทและการป้องกันกำจัดศัตรูพืชสวน - ศัตรูพืชที่มีสาเหตุมาจากโรค - สาเหตุของการเกิดโรคพืช -ลักษณะอาการของโรคพืช -การระบาดของโรคพืช -วิธีการป้องกันกำจัดโรคพืช -สารเคมีที่ใช้ป้องกันและกำจัดโรค


- รูปที่ 12.1 ลักษณะอาการของโรคพืช

หน่วยที่ 12 การป้องกันกำจัดศัตรูพืชสวน (ต่อ)

ประเภทและการป้องกันกำจัดศัตรูพืชสวน

ศัตรูพืชที่มีสาเหตุมาจากโรค

โรคพืชสวน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ผิดไปจากพืชปกติ หากเกิดจากสิ่งมีชีวิต เรียกว่า โรคมีเชื้อ (parasitic diseases) ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ พืช และสัตว์ที่มีขนาดเล็กมากหลายชนิดเป็นเชื้อสาเหตุ สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำที่เป็นเชื้อสาเหตุ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส มายโคพลาสมา ไวรอยด์ และริคเคเซีย พืชที่ทำให้เกิดโรค เช่น กาฝากและฝอยทอง สัตว์ที่ทำให้เกิดโรค เช่น โปรโตซัวและไส้เดือนฝอย โรคพืชกลุ่มที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต เรียกว่า โรคไม่มีเชื้อ (Non-parasitic diseases) มีสาเหตุจากสิ่งแวดล้อมของพืชอยู่ในสภาพไม่เหมาะสม เช่น การขาดธาตุอาหารหรือธาตุอาหารเป็นพิษ โครงสร้างดินหรือความชื้นในดินไม่เหมาะสม ความเป็นกรดเป็นด่างของดินไม่เหมาะสม หรือดินมีค่า pH สูงหรือต่ำเกินไป สารเคมีในดินเป็นพิษ ก๊าซเป็นพิษ

สาเหตุของการเกิดโรคพืช

1. เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต
(1) สภาพและโครงสร้างดินไม่เหมาะสม เช่น มีสัดส่วนของน้ำและอากาศในดินที่ไม่เหมาะสม
โครงสร้างดินแน่นทำให้การระบายน้ำและอากาศไม่ดี ฯลฯ
(2) ปฏิกิริยาทางเคมีในดิน เช่น ความเป็นกรดเป็นด่างของดินหรือดินเค็มส่งผลให้การเจริญเติบโตของพืชผิดปกติ
(3) การปฏิบัติทางเขตกสิกรรมที่ไม่ถูกวิธี เช่น การไถพรวน การตัดแต่งกิ่งที่ไม่ถูกวิธี หรือกระทำในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม จะทำให้พืชเจริญเติบโตผิดปกติได้
(4) ภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ แสงแดด ลม ความชื้น ถ้าพืชได้รับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม จะแสดงอาการผิดปกติได้ เช่น ถ้าอุณหภูมิสูงใบพืชจะไหม้ ได้รับแสงแดดน้อยพืชจะมีลำต้นผอมสูง ใบซีด ฯลฯ
(5) สารเคมีต่าง ๆ เช่น สารกำจัดวัชพืช สารกำจัดแมลง ปุ๋ยเคมี ถ้าใช้ผิดชนิดหรือวิธีจะเกิดพิษต่อพืชปลูกได้
2. เกิดจากสิ่งมีชีวิต ซึ่งเรียกว่า "สาเหตุจากเชื้อโรค" ได้แก่
(1) พืช เช่น กาฝาก ฝอยทอง หญ้าแม่มด จะเป็นพาราสิตของพืชปลูก
(2) เชื้อโปรโตซัว (protozoa) เป็นสาเหตุที่ทำให้พืชมีอาการเน่าและไหม้ ฯลฯ
(3) เชื้อรา (fungi) เป็นสาเหตุที่ทำให้พืชเกิดโรคมากที่สุด เช่น ใบจุด ใบไหม้ รากเน่า โคนเน่า มีของเหลวไหลออกจากต้น ฯลฯ
(4) แบคทีเรีย (bacteria) เป็นสาเหตุที่ทำให้พืชมีอาการใบจุด ใบไหม้ รากเน่าแผลตกสะเก็ด ฯลฯ
(5) วิสาหรือไวรัส (virus) เป็นสาเหตุที่ทำให้พืชมีอาหารใบด่าง ใบหด แคระแกรน ฯลฯ
(6) ไส้เดือนฝอย (nematode) เป็นสาเหตุที่ทำให้พืชมีอาการรากปม ใบเหลือง ต้นพืชโทรม ฯลฯ
3. พันธุกรรม เป็นสาเหตุที่ทำให้พืชผิดปกติได้ เช่น การผสมพันธุ์พืชชิดสายพันธุ์ ผิดปกติ เช่นต้นแคระแกรน อ่อนแอ ฯ

ลักษณะอาการของโรคพืช
อาการของโรค (symptom) ที่พบเสมอ ๆ มีดังนี้
1. โรคใบจุด (leaf spot) จะพบว่าใบและส่วนของใบพืช เช่น ก้านใบ มีลักษณะเป็นจุด เนื่องจากเนื้อเยื่อตาย บางครั้งจุดอาจมีวงแหวนรอบ เรียกว่า "ใบจุดวงแหวน" (ring spot) จุดที่มีรูปร่างเป็นเหลี่ยม เนื่องจากถูกเส้นใบกั้นไว้เรียกว่า "angular leaf spot "
2. ไหม้ (blight) ส่วนมากพบที่ยอด ใบ ลำต้น จะมีอาการแห้งตาย โดยตอนแรกอาจเป็นแผล ไหม้ขนาดเล็กแล้วลุกลามใหญ่ขึ้น เช่น โรคไหม้ที่เกิดจากเชื้อราในข้าวโพด ข้าวฟ่าง ฯลฯ
3. เหี่ยว (wilt) จะเป็นผลจากการระบบท่อลำเลียง ถูกทำลาย ทำให้พืชเหี่ยวและตายในที่สุด เช่น โรคเหี่ยวจากเชื้อราและแบคทีเรีย ฯลฯ
4. เน่า (rot) เป็นอาการที่เกิดจากเชื้อราหรือแบคทีเรียเข้าไปทำลายเซลล์พืช จึงทำให้เกิดอาการเน่าตามส่วนต่าง ๆ เช่นโรคเน่าเละในผัก ฯลฯ
คลิกเพื่อดูภาพขยายใหญ่ รูปที่ 12.1 ลักษณะอาการของโรคพืช
5. แผลตกสะเก็ด (canker or scab) เป็นอาการที่มักพบตามกิ่ง ใบ ผล โดยมีแผลค่อนข้างกลม โดยรอบจะมีสะเก็ดสีน้ำตาล ส่วนกลางจะนูนขึ้น เช่น โรคแคงเคอร์ในมะนาว
6. เกิดเป็นถุงสปอร์สีดำ (smut) จะพบในเมล็ดธัญพืช เช่น โรค Smut ในข้าวโพดและในอ้อย ฯลฯ
7. สนิมเหล็ก (rust) จะมีอาการเป็นจุดสีน้ำตาลแดงคล้ายสนิมเหล็กตามใบและกิ่ง เช่น ราสนิมในถั่วเหลือง กาแฟ ฯลฯ
8. ของเหลวไหลออกจากต้นพืช (exudation) เช่น โรคยางไหลในมะม่วงและส้ม ฯลฯ
9. อาการไหม้ (burn or scald) เป็นอาการที่พืชได้รับความร้อน เนื่องจากแสงแดด หรืออุณหภูมิสูงจากไฟไหม้ จะพบอาการตามส่วนที่อวบน้ำของพืช
10. เน่าคอดิน (damping off) พบในแปลงเพาะกล้าหรือต้นอ่อนของพืชที่อยู่ในบริเวณที่มีความชื้นในดินสูง ต้นพืชขึ้นหนาแน่น จึงทำให้เชื้อราซึ่งเป็นสาเหตุโรคเจริญได้ดี
11. ราน้ำค้าง (downy mildew) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ทำให้เกิดแผลใต้ใบ เนื่องจากเชื้อโรค
ต้องการความชื้นโดยเฉพาะในตอนเช้า จึงเรียกว่า "โรคราน้ำค้าง" เช่น ราน้ำค้างในข้าวโพด แตงกวา ถั่วเหลือง ฯลฯ
12. ราแป้ง (powdy mildew) เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อราที่เกิดอาการบริเวณผิวใบพืช โดยไม่ทำให้เซลล์พืชตาย จะพบสีขาวบริเวณใต้ใบเป็นจำนวนมาก จึงเรียกว่า "ราแป้ง"

การระบาดของโรคพืช
โรคพืชที่เกิดจากสิ่งมีชีวิต สามารถระบาดได้หลายวิธี คือ
1. การแพร่กระจายของสปอร์ (spore discharge) ในเชื้อราจะมีการขยายพันธุ์โดยสปอร์ เมื่อ Sporangium ซึ่งเป็นส่วนที่สร้างสปอร์แตกออก สปอร์ก็จะปลิวไปสู่ต้นพืชอื่น ได้
2. น้ำฝน เมื่อน้ำฝนตกลงมาจะชะเอาเชื้อโรคจากส่วนบนของต้นพืชมาสู่ส่วนล่างหรือกระเด็นไปสู่ต้นพืชที่อยู่ใกล้เคียงทำให้ติดโรคได้
3. ลม จะพัดพาส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อโรค เช่น สปอร์ของเชื้อรา ไประบาดในแปลงปลูกพืชอื่น
4. ดิน เป็นที่อาศัยของเชื้อโรคและไส้เดือนฝอย การนำดินที่มีเชื้อโรคติดไป จะช่วยให้โรคระบาดไปสู่แหล่งปลูกพืชอื่นได้
5. น้ำ เป็นพาหะทำให้ Zoospore หรือ Swarm spore ซึ่งสามารถว่ายไปตามน้ำได้ จึงทำให้เกิดโรคระบาดขึ้น
6. แมลง เป็นพาหะน้ำเชื้อโรคโดยติดไปตามตัว เมื่อไปสัมผัสจะแพร่เชื้อแก่ต้นพืชอื่น ส่วนแมลงที่ดูดน้ำเลี้ยงจากต้นพืชที่เป็นโรคเมื่อไปดูดน้ำเลี้ยงต้นพืชปกติจะถ่ายเชื้อโรคเข้าไป ทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค
7. เมล็ดพันธุ์ มีโรคหลายชนิดที่สามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ (seed borne) เมื่อนำไปปลูกจะเกิดโรคขึ้นได้ ดังนั้นการเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ จะต้องเลือกจากแหล่งผลิตที่มีมาตรฐาน และในการนำเมล็ดพันธุ์พืชจากต่างประเทศเข้ามาปลูกจะต้องผ่านด่านกักกันพืชก่อน
8. ส่วนของพืช เช่น การขนย้ายต้นพืชหรือผลผลิตที่เป็นโรค จะเป็นการแพร่กระจายโรคได้ ส่วนการนำท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อโรคไปปลูกจะทำให้เกิดโรคและระบาดในแปลงปลูกต่อไป
9. มนุษย์และสัตว์ เมื่อสัมผัสกับเชื้อโรคแล้วไปสัมผัสต้นพืชปลูกหรือเดินเข้าไปในแปลงปลูกจะทำให้โรคที่ติดมาระบาดสู่พืชได้

วิธีการป้องกันกำจัดโรคพืช
วิธีการป้องกันกำจัดโรคพืช มีหลายวิธีแตกต่างกันออกไป ดังนี้ คือ
1. ใช้พันธุ์ทานโรค เป็นวิธีที่สะดวกและประหยัด แต่พันธุ์พืชต้านทานโรคและมีคุณสมบัติด้านอื่น ๆ ดีด้วยนั้นต้องผ่านการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ ซึ่งต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง
2. ทำความสะอาดแปลงปลูก เพื่อไม่ให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การระบาดของเชื้อโรค
3. ใช้เมล็ดพันธุ์พืชที่ปราศจากเชื้อโรค โดยเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มาตรฐานและก่อนปลูกควรใช้สารเคมีคลุกเมล็ดหรือแช่น้ำร้อนเพื่อทำลายโรคที่ติดมากับเมล็ด
4. รีบทำลายต้นพืชที่เป็นโรคก่อนจะเกิดการแพร่ระบาด
5. ปลูกพืชหมุนเวียน โดยใช้พืชต่างตระกูลที่ไม่เป็นพืชอาศัยของโรคมาปลูกหมุนเวียน
6. การนำพืชและวัสดุปลูกจากต่างประเทศเข้ามา จะต้องผ่านการตรวจสอบและผ่านการกักกันพืชป้องกันเชื้อโรคจากต่างประเทศ
7. การใช้สารเคมี ซึ่งขึ้นอยู่กับเชื้อสาเหตุ เช่น
7.1 สารกำจัดเชื้อรา (fungicide)
7.2 สารกำจัดเชื้อแบคทีเรีย (bactericide) และยาปฏิชีวนะ
7.3 สารกำจัดแมลง (insecticide) เพื่อทำลายแมลงที่เป็นพาหะนำเชื้อไวรัส เนื่องจากไม่มีสารเคมีที่กำจัดเชื้อได้โดยตรง
7.4 สารกำจัดไส้เดือนฝอย (nematicide)

สารเคมีที่ใช้ป้องกันและกำจัดโรค
1. สารประกอบทองแดง ใช้ป้องกันและกำจัดโรคที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย เช่น โรคใบไม้ โรคราน้ำค้าง ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ บอร์โดซ์มิกเจอร์
2. สารประกอบกำมะถัน ซึ่งจำแนกออกเป็นพวกที่เป็นอนินทรีย์และอินทรีย์ ใช้ควบคุมโรคราสนิม โรคในผัก ฯลฯ
3. สารประกอบปรอท จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ
3.1 สารปรอทอนินทรีย์ เช่น เมอร์คิวริคคลอไรด์ ใช้แช่รากและหัว เพื่อควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย
3.2 สารปรอทอินทรีย์ เช่น ซีรีแซม ใช้คลุกเมล็ดเพื่อป้องกันเชื้อรา และแบคทีเรีย
4. สารประกอบเบนซีน ได้แก่ ไดโนแคม ดีซิน คาโคนิล ใช้ควบคุมโรคใบจุด โรคโคนเน่า โรคราแป้ง ฯลฯ
5. สารควีโนน ได้แก่ คลอรานิล ดีสโลน ใช้คลุกเมล็ดป้องกันโรคราน้ำค้างในพืช ตระกูลแตง โรคเน่าคอดิน ฯลฯ
6. สารประกอบเฮทเทอร์โรไซคลิก ได้แก่ แคปแทน ไดโฟลาแทน ใช้ควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อราอย่างกว้างขวาง
7. สารประเภทดูดซึม ได้แก่ เบนโนมิล ไธอะเบนดาโซล คลอโรเน็บ ใช้ควบคุมโรคราสนิม โรคราเขม่าดำ
8. ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ สเตรปโตมัยซิน เตตราไซคลิน ใช้ควบคุมเชื้อแบคทีเรีย